[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ The Psychology of Money
จิตวิทยาของการเงิน

เล่มนี้เขียนโดย Morgan Housel เขาเคยเป็นนักเขียนที่ The Wall Street Journal และตอนนี้เป็น partner ในบริษัทลงทุน venture capital ชื่อว่า Collaborative Fund

ข้อมูลด้านการเงินที่ได้ยินกันส่วนมาก จะพูดเกี่ยวกับว่า จะต้องเก็บเงินเท่าไหร่ หรือว่าลงทุนอย่างไร
แต่ในเล่มนี้ จะพูดเกี่ยวกับความสัมพันธ์และความประพฤติของเราที่มีอยู่กับเรื่องการเงิน ซึ่งไม่สำคัญว่าคุณจะฉลาดขนาดไหน เพราะสุดท้ายแล้ว เรื่องการเงินมันเกี่ยวกับความรู้สึกมากที่สุด
ฉะนั้น การศึกษาด้านจิตวิทยาและประวัติศาสตร์ก็สำคัญมาก
ในหนังสือจะพูดถึงหลายๆด้านที่จะสามารถช่วยให้คุณเข้าใจเรื่องเงินได้มากขึ้น และคุณสามารถนำไปใช้ได้


ทุกคนไม่เหมือนกัน

บ่อยครั้ง เราอาจจะเห็นบางคนที่ตัดสินใจแปลกๆในเรื่องการเงิน
เราไม่ควรตำหนิความคิดที่แตกต่าง เพราะว่าเราทุกคนไม่เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านอายุ การศึกษา วัฒนธรรม พื้นฐานครอบครัว หรือว่าโอกาสที่ได้
ฉะนั้น แต่ละคนก็มีความเข้าใจโลกรอบข้างที่แตกต่างกัน ซึ่งก็รวมไปถึงเรื่องการเงิน
ยกตัวอย่างเช่น คนที่เคยผ่านวิกฤตเศรษฐกิจ ก็จะมีมุมมองที่ไม่เหมือนกับคนที่ยังไม่เคยผ่าน
ถึงแม้ว่าบางคนพยายามจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เหมือนกับคนที่ได้ผลกระทบโดยตรงกับชีวิตเขา

ตามทฤษฎีแล้ว คนเราควรจะวางแผนการเงินตามเป้าหมายที่ต้องการ
แต่ความเป็นจริง คนเราไม่ได้ทำอย่างนั้นเสมอไป และจะใช้ประสบการณ์ส่วนตัวด้วย
ยกตัวอย่างเช่น ดัชนีตลาดหุ้น ให้ผลตอบแทนไม่เท่ากันในแต่ละช่วงเวลา บางช่วงเวลาได้ผลตอบแทนสูง และบางช่วงก็แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนเลย
คนที่เกิดใน 2 ช่วงนี้ ก็คงจะมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตลาดหุ้นที่ไม่เหมือนกัน และมันก็จะมีอิทธิพลกับการวางแผนการเงินของเขาด้วย

นอกเหนือจากนั้นแล้ว การวางแผนการเงินก็เป็น concept ที่ค่อนข้างจะใหม่
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 คนส่วนมากคาดว่าจะต้องทำงานไปตลอดชีวิต
เครื่องมือการลงทุนหลายๆอย่าง ก็เพิ่งมีมาไม่ได้นานขนาดนั้น จะให้ทุกคนมีความเข้าใจยังลึกซึ้งเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ก็คงเป็นไปได้ยาก


โชคลาภและความเสี่ยง

โชคลาภและความเสี่ยงเป็นของคู่กัน มันเป็นความจริงที่ว่า ผลลัพธ์ที่ได้ในชีวิต เราไม่สามารถควบคุมได้ทุกอย่าง
แต่ทั้งสองอย่างมันยากที่จะประเมินและยอมรับได้ คนส่วนมากจึงมองข้ามมันไปเลย

ทางด้านการเงินก็เช่นกัน บางครั้งการตัดสินใจที่ฟังดูสมเหตุสมผล แต่ปัจจัยภายนอกอาจทำให้ผลลัพธ์ออกมาไม่ดี
ในทางตรงกันข้าม คนบางคนใช้ความเสี่ยงอย่างไม่รอบคอบ แต่ก็อาจจะโชคดีและได้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด
นี่ค่อนข้างจะอันตรายนะครับ เพราะว่าคนส่วนมากจะดูแต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น และก็จะคิดว่า ผลลัพธ์ที่ดีมาจากการตัดสินใจที่ดี

ข้อแนะนำนะครับ คุณควรจะพิจารณาให้ดีเกี่ยวกับคนที่คุณชื่นชอบและคนที่คุณมองข้าม และดูว่าผลลัพธ์ที่พวกเขาได้ มันสมเหตุสมผลกับการกระทำหรือเปล่า และไม่ควรเจาะจงกับการตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งของพวกเขา แต่ควรเจาะจงกับความประพฤติโดยรวมเกี่ยวกับการเงินมากกว่า อย่างเช่นการออม หรือมุมมองความเสี่ยงเป็นต้น


ความไม่พอ

มันมีเรื่องราวมากมาย เกี่ยวกับคนบางคนที่ประสบความสำเร็จ แต่อาจจะยังไม่พอใจกับความสำเร็จของตัวเอง จึงใช้ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น หรือทำผิดกฎหมาย จนทำให้สูญเสียทุกอย่าง

สักวันหนึ่งคุณอาจจะมีความมั่งคั่งมากพอที่จะสามารถได้ทุกอย่างที่ต้องการ
คุณจะต้องคำนึงถึงความเพียงพอ และไม่ควรเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพราะจะมีคนที่มีมากกว่าคุณเสมอไป
คำว่าเพียงพอ ไม่ได้หมายถึงการมองข้ามโอกาส แต่เป็นการตระหนักว่า ความต้องการมากเกินไป อาจจะผลักดันให้ทำสิ่งที่จะเสียใจภายหลัง
สิ่งที่สำคัญ คือต้องคำนึงว่า บางสิ่งบางอย่าง มันไม่คุ้มค่ากับการสูญเสีย ไม่ว่าผลลัพธ์ที่อาจจะได้ จะมากขนาดไหนก็ตาม ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวและความสุข


ผลตอบแทนทบต้น

ถ้าพูดถึงนักลงทุนสุดยอด ก็คงไม่พ้น Warren Buffett
มีหนังสือไม่รู้กี่เล่ม ที่พูดเกี่ยวกับเทคนิคการลงทุนของเขา

ในตอนที่เขียนบทความนี้นะครับ Warren Buffett มีทรัพย์สินประมาณ 8 หมื่นกว่าล้านเหรียญสหรัฐ
แต่มากกว่า 90% ของมูลค่านี้ เกิดขึ้นหลังจากที่เขาอายุ 60 แล้ว
เคล็ดลับที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือการที่เขาเริ่มลงทุนตั้งแต่ตอนเด็กมากๆ จึงทำให้ทรัพย์สินสามารถทบต้นได้เป็นเวลานาน

มีนักลงทุนอีกคนนึงชื่อว่า Jim Simons ที่ได้ผลตอบแทนต่อปีมากกว่า Warren Buffett ซะอีก แต่เขาเริ่มตอนที่อายุมากขึ้นแล้ว จึงทำให้ทรัพย์สินของเขามีน้อยกว่าเกือบ 4 เท่า

นี่เป็นพลังของผลตอบแทนทบต้นที่หลายคนมองข้าม เพราะมัวแต่ต้องการได้ผลตอบแทนที่สูงอย่างเดียว จึงอาจจะทำให้เพิ่มความเสี่ยง และอาจจะสูญเสียได้

สิ่งที่คุณควรทำก็คือ หาการลงทุนที่ได้การตอบแทนที่เพียงพอและยั่งยืน และควรเริ่มให้เร็วที่สุดเพื่อที่มันจะได้ทบต้นได้ในระยะยาว


ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน

เมื่อพูดถึง Warren Buffett ก็ต้องพูดถึง Charlie Munger ซึ่งเป็น partner ของเขา
แต่จริงๆแล้วเขาเคยมี partner อีกคนหนึ่งชื่อว่า Rick Guerin
แต่คุณ Rick เขาเริ่มใจร้อนและเริ่มจะเสี่ยงมากเกินไป และขาดทุนในการลงทุนส่วนตัว
เขาจึงจะต้องขายหุ้นบริษัทคืนให้กับ Warren Buffett แล้วก็หายไปจากวงการ

การรักษาความมั่งคั่ง เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดกับความสำเร็จในด้านการเงิน
ไม่ว่าคุณจะสามารถสร้างทรัพย์สินได้มากขนาดไหน แต่ถ้าคุณไม่สามารถเก็บมันไว้ได้ ก็ไม่มีความหมาย
คุณควรจะสร้างลักษณะให้กับธุรกิจหรือการลงทุนของคุณ ให้อยู่ได้อย่างยั่งยืนมากที่สุด เพราะคุณจะสามารถได้ประโยชน์จากผลตอบแทนทบต้น

การรักษาความมั่งคั่ง จะต้องใช้ความถ่อมตัว และเข้าใจว่า ความสำเร็จที่ผ่านมา มีโอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นอีก


แพ้บ้างก็อาจจะสร้างความมั่งคั่งได้

ในปี 2013 Warren Buffett ได้บอกว่า ในชีวิตเขาได้ถือหุ้นมาแล้วประมาณ 400-500 บริษัท แต่เขาทำเงินอย่างมหาศาลจากแค่ประมาณ 10 บริษัทเท่านั้น
ในการลงทุนแบบ venture capital ก็คล้ายๆกัน ผลตอบแทนส่วนมากจะมาจากไม่กี่บริษัทเท่านั้น

คุณควรจะเข้าใจในข้อนี้ เพราะมันไม่เกี่ยวว่าคุณจะทำพลาดกี่ครั้ง
แต่ครั้งที่คุณชนะ คุณอาจจะได้ผลลัพธ์ที่มากเกินคาด โดยเฉพาะในสภาวะพิเศษ ที่ไม่เกิดขึ้นบ่อย อย่างเช่นช่วงวิกฤต
การตัดสินใจของคุณในช่วงเวลานี้จะสำคัญอย่างมาก เพราะคุณอาจจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่าสภาวะธรรมดาหลายเท่า


ความอิสระ

ในการสำรวจผู้สูงอายุเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิต พวกเขาบอกว่า สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมากที่สุด คือการมีความสัมพันธ์ที่ดี มีเวลาให้กับคนรอบข้าง และทำในสิ่งที่รัก
ไม่มีใครสักคนพูดถึงการมีสิ่งของ หรือทำงานเพื่อให้ได้เงินมากที่สุด

ความมั่งคั่งที่แท้จริง มันไม่ใช่จำนวนเงินที่มี แต่มันคืออิสรภาพที่สามารถควบคุมชีวิตของคุณได้ ซึ่งก็รวมไปถึงเวลาของคุณ
ถ้าคุณมีรายได้สูง แต่ไม่มีอิสระทางเวลา ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณมีความมั่งคั่งเสมอไป
นี่คือปัญหาของคนส่วนมาก เพราะเขายอมเสียเวลาในการหาเงินมาซื้อสิ่งของที่จะทำให้เขามีความสุขเพียงชั่วคราว หรือว่าเพราะคนอื่นมีก็เลยอยากมีด้วย

ปัญหาของสิ่งของ คือคนที่มีสิ่งของแพงๆ เขาคิดว่าเขาสมควรได้ความชื่นชม
แต่จริงๆแล้ว คนอื่นๆไม่ได้ให้ความชื่นชมกับตัวบุคคลเสมอไป แต่พวกเขาจะจินตนาการตัวเขาเองว่ามีสิ่งของพวกนี้และก็คิดอยากจะได้ความชื่นชมเช่นกัน


ความมั่งคั่งที่มองไม่ได้

ความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนเป็นสิ่งของ ซึ่งมันจะเพิ่มทางเลือก ความยืดหยุ่น และความเจริญเติบโตให้กับตัวคุณ เพื่อที่คุณจะได้ประโยชน์มากกว่าในอนาคต
แต่คนส่วนมากเข้าใจผิดว่า ความมั่งคั่ง คือการใช้เงินซื้อสิ่งของ ไม่ว่าจะเป็น รถ บ้าน หรือของใช้ เขาจึงใช้สิ่งพวกนี้ในการตัดสิน ว่าใครรวยหรือไม่รวย

ก็เห็นอยู่บ่อยครั้ง ที่บางคน ดูเหมือนจะรวยแต่ไม่รวย และบางคนที่ดูเหมือนไม่รวยแต่รวย
คุณควรจะคำนึงถึงข้อนี้ด้วย ก่อนที่จะตัดสินใคร


การออมเงิน

วิธีที่คุณจะสามารถได้อิสรภาพทีละนิดทีละน้อย คือการออมเงิน
ถึงแม้ว่าการลงทุนจะได้ผลตอบแทน แต่มันก็มีความไม่แน่นอน ฉะนั้น
การประหยัดเงินอาจจะสำคัญกว่า เพราะคุณสามารถควบคุมได้ และยิ่งคุณใช้น้อยเงินที่คุณมีอยู่ก็จะอยู่อย่างยั่งยืน

คุณไม่จำเป็นจะต้องมีเหตุผลในการออมเงิน เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ได้จากการออม คือความยืดหยุ่นที่ได้ในชีวิต
คุณไม่รู้ว่าโอกาสในหลายๆด้านจะมาเมื่อไหร่ ถ้าคุณมีเงินเก็บ คุณจะสามารถฉวยโอกาสที่เข้ามาได้


มีเหตุผลอย่างพอเหมาะ

คนเราก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกนะครับ จะให้ทำตามทฤษฎีการเงินแบบสุดโต่ง อาจจะไม่เวิร์คในระยะยาว
บ่อยครั้งแค่ทำสมเหตุสมผลพอเหมาะก็โอเคแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น คำแนะนำจากนักวางแผนการเงินสำหรับคนทั่วไป คือออมเงินในกองทุนอย่างสม่ำเสมอ และไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัว
แต่มันก็ไม่ผิดที่จะเผื่อเงินไว้จำนวนเล็กน้อย ในการเลือกหุ้นรายตัวด้วยตัวเอง เพราะคุณอาจจะเห็นโอกาสในบางครั้ง


สิ่งไม่คาดคิด

มีศาสตราจารย์ท่านหนึ่ง กล่าวว่า “สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เกิดขึ้นตลอดเวลา”

ประวัติศาสตร์ช่วยให้เราปรับเปลี่ยนความคาดหมาย มันเป็นการศึกษาอย่างคร่าวๆ ว่าอะไรเวิร์คและไม่เวิร์ค
แต่มันไม่ใช่จะเป็นรูปแบบเดิมเสมอไป ซึ่งนี่ก็คือข้อผิดพลาดของนักลงทุนที่ใช้ข้อมูลอดีตในการคาดการณ์อนาคต

เหตุผลหลักเป็นเพราะว่า เหตุการณ์บางเหตุการณ์มันมีความสำคัญอย่างมากและมีผลกระทบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ ยกตัวอย่างเช่น สงครามโลก, เหตุการณ์ 9 กันยายน, หรือว่าการกำเนิดของอินเทอร์เน็ต
อีกหนึ่งเหตุผลก็คือ การใช้ข้อมูลอดีต อาจไม่คำนึงถึงการสถานการณ์หรือโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว

ไม่ใช่ว่าไม่ควรดูอดีตนะครับ แต่ไม่ควรดูสิ่งที่เจาะจงเกินไป แต่ควรดูภาพรวม อย่างเช่นพฤติกรรมของคนมนุษย์ เพราะนี่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะคงที่เสมอมา


ส่วนเผื่อความปลอดภัย

ในการวางแผนอะไรก็ตาม คุณจะต้องใช้ margin of safety หรือส่วนเผื่อความปลอดภัย เผื่อว่าสิ่งที่คุณวางแผน มันอาจจะไม่ออกมาอย่างที่คิด
อย่างเช่น ถ้าทรัพย์สินลงทุนของคุณ เสียมูลค่า 50% มันจะมีผลกระทบขนาดไหน หรือว่าถ้าผลตอบแทนที่จะได้จากการลงทุนมันน้อยกว่าที่คุณคาดไว้ คุณยังจะไปถึงเป้าหมายไหม?

อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ สิ่งที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้นตลอดเวลา ฉะนั้นถ้ามีเงินสำรองไว้ ก็จะช่วยในสถานการณ์นี้ได้เช่นกัน


คนเราเปลี่ยนแปลง

เราทุกคนเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากอดีต แต่น้อยคนนักที่จะคิดว่าเราจะเปลี่ยนแปลงมากเช่นกันในอนาคต สิ่งที่คุณต้องการตอนนี้ อาจจะเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ในการวางแผนระยะยาว ควรคำนึงถึง 2 อย่าง

1. ไม่ควรวางแผนที่สุดโต่งเกินไปในทางใดทางหนึ่ง อย่างเช่น คุณอาจจะคิดว่าคุณเป็นคนประหยัด จึงไม่จำเป็นจะต้องมีเงินตอนเกษียณเยอะ หรือคุณอาจจะใช้เวลาหาเงินเยอะเกินไปเพื่อจะได้เกษียณอย่างสบาย ทั้งสองอย่างนี้อาจจะทำให้คุณเสียใจภายหลัง เพราะคุณอาจจะมีเงินไม่พอตอนเกษียณ หรือคุณอาจจะเสียดายเวลาที่ไม่ได้ให้กับคนรอบข้างเพราะใช้เวลากับการหาเงินมากเกินไป

2. คุณจะต้องคำนึงว่า สถานการณ์เปลี่ยนแปลงตลอด ฉะนั้น คุณต้องเปลี่ยนแปลงทิศทางได้เช่นกัน คุณไม่จำเป็นจะต้องยึดติดหรือเสียดายกับสิ่งที่ทำลงไปแล้ว


ไม่มีอะไรฟรี

ในการวางแผนการเงิน ส่วนมากจะพูดถึงแต่ผลตอบแทนที่คาดคิดไว้ บ่อยครั้งก็จะประมาณ 6-8% ต่อปี

มันฟังดูเหมือนว่าผลตอบแทนนี้ได้มาแบบฟรีๆ แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ เพราะมันมีค่าธรรมเนียมเช่นกัน
แต่ค่าธรรมเนียมนี้ไม่สามารถจับต้องได้ เพราะมันคือความรู้สึกที่ได้จากความผันผวน ความกลัว ความไม่แน่ใจ และความไม่แน่นอน

ถ้าคุณวางแผนลงทุนระยะยาว คุณจะต้องมองสิ่งพวกนี้ ให้เหมือนกับค่าธรรมเนียมที่คุณต้องจ่ายและยอมรับกับมันให้ได้


เกมที่แตกต่าง

ฟองสบู่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไม่รู้กี่ครั้งแล้วนะครับ
คำอธิบายส่วนมาก ก็จะเป็นเพราะความโลภของคนเรา
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ถูกมองข้าม คือคนหลายคน ได้ไอเดียการลงทุนจากคนที่เล่นเกมการเงินคนละอย่างกัน
ยกตัวอย่างเช่น คนที่วางแผนลงทุนระยะยาวกลับทำตามคนที่เทรดหุ้นรายวัน

คุณควรจะเข้าใจให้ถูกต้องว่า คุณเป็นนักลงทุนหรือเป็นนักเก็งกำไร และก็ทำตามนั้น


มองโลกในแง่ร้าย

การมองโลกในแง่ดี เป็นความคิดที่ว่าในระยะยาวทุกอย่างจะดีขึ้น ถึงแม้ว่าจะเจอปัญหาอยู่บ้าง

แต่การมองโลกในแง่ร้าย มันจะได้ความสนใจจากเราอย่างที่สุด
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าตอนนี้ข่าวเศรษฐกิจดีมากๆ ทุกคนก็คงจะเฉยๆ แต่ถ้าบอกว่าวิกฤตใกล้จะมาแล้ว ทุกคนก็คงจะระมัดระวังมากขึ้น

เหตุผลที่คนส่วนมากมองเรื่องการเงินในแง่ร้าย ก็เพราะว่ามันกระทบกับทุกคน แต่ถ้าเป็นเรื่องภัยพิบัติอาจจะกระทบแค่คนส่วนหนึ่งเท่านั้น
และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความคืบหน้าในหลายๆด้านมันจะต้องใช้เวลา แต่ปัญหาแค่อย่างเดียวสามารถทำให้ทุกอย่างพังลงมาได้
ดูอย่างตลาดหุ้นสิครับ กว่าจะขึ้นได้ใช้เวลานาน แต่พอเกิดวิกฤตมันตกลงอย่างรวดเร็ว

ที่แปลกก็คือ พอเวลาเราคาดคิดในสิ่งที่แย่ แต่มันไม่เกิดขึ้น ก็อาจจะเป็นการมองในแง่ดีได้เช่นกัน


ความเชื่อ

มนุษย์เรามีความสามารถสร้างเรื่องราวจนกลายเป็นความเชื่อ และยิ่งเราต้องการให้มันเป็นจริงเท่าไหร่ เราก็จะคิดว่าความเป็นไปได้ของมันสูงกว่าความเป็นจริง

ในด้านการเงินและเศรษฐกิจก็เช่นกัน เรื่องราวมันมีพลังในการผลักดันด้านนี้มากกว่าที่คิด
ยกตัวอย่างเช่น วิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 มันเกิดขึ้นเพราะความเชื่อที่ว่า ราคาอสังหาในสหรัฐไม่มีวันลดลง จึงทำให้เครื่องมือทางการเงินเข้าไปผูกมัดกับอสังหามากเกินไป และพอเวลาความเชื่อนั้นไม่ใช่เป็นความจริง ทำให้เกิดวิกฤต

เหตุผลที่เราสร้างเรื่องราวเป็นเพราะว่า มันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่รู้ แต่เราไม่ยอมรับสิ่งนี้ เพราะเราไม่ชอบความรู้สึกที่ว่าเราไม่สามารถควบคุมได้ เราเลยสร้างเรื่องราวเพื่ออธิบายสิ่งนั้น
ยิ่งเราคิดว่าเราอธิบายสิ่งนั้นได้ ก็ทำให้เรามีความมั่นใจมากขึ้น แต่อย่าลืมนะครับว่าคนอื่นที่มีประสบการณ์แตกต่างกัน ก็ให้คำอธิบายที่แตกต่างกัน


คำแนะนำ

ผู้เขียนมีคำแนะนำ 14 อย่างในการมองเรื่องการเงินนะครับ

1. คุณควรเข้าใจบทบาทของโชคลาภและความเสี่ยง เพื่อคุณจะได้โฟกัสกับสิ่งที่ควบคุมได้ การตัดสินการกระทำของตัวเอง ควรคำนึงถึงโชคลาภและไม่ควรคิดว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้เพราะตัวเองเสมอไป

2. ความมั่งคั่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น การประหยัดในวันนี้จะเพิ่มหนทางให้คุณในวันหน้า

3. คุณควรบริหารการเงินของตัวเองแบบที่คุณไม่ต้องกังวลจะดีที่สุด ไม่จำเป็นจะต้องได้ผลตอบแทนหรือต้องเสี่ยงมากเกินไป

4. ถ้าอยากประสบความสำเร็จในการลงทุน คุณควรจะเริ่มให้เร็วที่สุด เพราะจะสามารถทบต้นได้นานขึ้น

5. คุณต้องเข้าใจว่า ในการลงทุน บ่อยครั้งอาจจะไม่ได้ผลลัพธ์อย่างที่คุณคิด และควรยอมรับสิ่งนี้ได้ คุณควรจะดูผลลัพธ์จากภาพรวมในระยะยาวมากกว่า

6. เงินควรจะเป็นเครื่องมือในการสร้างอิสรภาพทางเวลาให้ตัวคุณ

7. อย่าไปใส่ใจกับวัตถุมากเกินไป

8. ออมเงินตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล

9. ความสำเร็จในการเงิน อาจจะต้องมีความอดทนในด้านความรู้สึกในระดับหนึ่ง คุณจะต้องยอมรับเรื่องนี้ให้ได้

10. ในการวางแผน ควรมีส่วนเผื่อความปลอดภัยในกรณีที่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด

11. อย่าวางแผนการเงินอย่างสุดโต่งเกินไป เพราะเราทุกคนเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

12. ความเสี่ยงทำให้ได้ผลตอบแทน แต่อย่าเสี่ยงจนทำให้ทุกอย่างพังทลาย

13. รู้ว่าตัวเองเล่นเกมการเงินอะไรอยู่ และประพฤติตามนั้น

14. ไม่มีใครสามารถอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับการเงินได้และไม่มีคำตอบคำตอบเดียวเกี่ยวกับการเงิน มันมีแค่คำตอบที่เวิร์คสำหรับตัวคุณ


โดยส่วนตัวผมก็อ่านเกี่ยวกับเรื่องการเงินมาก็เยอะนะครับ ผมรู้สึกว่าเล่มนี้อ่านแล้วคนเข้าถึงง่ายกว่า เพราะไม่ได้อธิบายทฤษฎีหรือคอนเซ็ปต์อะไรที่มันเจาะจงเกินไป

ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-