หนังสือเล่มที่ผมจะมารีวิววันนี้ชื่อว่า Spillover: Animal Infections and The Next Human Pandemic เขียนโดย David Quammen

คำว่า spillover แปลว่าหกหรือล้น แต่ในที่นี้หมายถึงเหตุการณ์แรกที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งติดเชื้อโรคจากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

ผู้เขียน David Quammen จบการศึกษาจาก Yale และ Oxford ในด้านวรรณกรรมและก็เป็นนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์ที่ถูกยอมรับ

ผู้เขียนเขาเขียนตามประสบการณ์ที่เคยเดินทางติดตามนักวิชาการไปแอฟริกาเพื่อที่จะสืบสวนต้นตอของโรค Ebola และเขาก็ยังได้ไปสัมภาษณ์นักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับหลายๆโรคอีกด้วย

หนังสือพูดถึง “The Next Big One” หมายถึงโรคระบาดจากครั้งใหญ่อันต่อไปที่อาจจะทำให้คนหลายสิบล้านต้องเสียชีวิต

ในความเห็นของผู้เขียน โรคเอดส์เป็นโรคระบาดใหญ่ครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้น ตามสถิติแล้วตั้งแต่ยุค 80 มีคนติด HIV มากกว่า 70 ล้านคน และเสียชีวิตแล้วมากกว่า 30 ล้านคน ทุกๆปีก็ยังมีคนเกือบ 2 ล้านคนที่ติดโรคนี้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ covid-19 ดูเหมือนว่าเริ่มจะควบคุมได้บ้างแล้วและมาถึงจุดนี้มันก็ยังไม่ได้ทำให้คนเสียชีวิตเยอะเท่ากับโรคระบาดในอดีต แต่ถ้าทุกคนไม่ระมัดระวังสถานการณ์ก็จะเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน

ก่อนอื่นเลยนะครับผมไม่มีความรู้ด้านการแพทย์หรือด้านโรคระบาด ข้อมูลในคลิปจะมาจากหนังสือและการฟังสัมภาษณ์ของผู้เขียนตามที่ผมเข้าใจและอาจจะหาข้อมูลเพิ่มเติมเล็กน้อย ถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องก็ขออภัยในที่นี้ด้วย ถ้าเพื่อนๆมีข้อมูลที่มากกว่านี้ก็ขอเชิญ comment กันได้เลยนะครับ

โรคเจ็บป่วยต่างๆนานาสามารถเกิดขึ้นจากสิ่งมีชีวิตขนาดจิ๋วที่เรียกว่า pathogens แปลก็คือจุลชีพก่อโรค ซึ่งมีอยู่ 6 อย่างด้วยกันก็คือ virus bacteria fungi protists prions worms และพวกมันก็อาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตอย่างเช่นสัตว์

ในคลิปนี้ผมจะพูดถึงแค่ไวรัสและสัตว์เท่านั้นนะครับ

ด้วยเหตุผลในการวิวัฒนาการ virus บางชนิดสามารถอาศัยและขยายพันธุ์อยู่ในสัตว์บางชนิดได้โดยที่ไม่ทำให้ตัวสัตว์เจ็บป่วย สัตว์พวกนี้จะเรียกว่า reservoir hosts หรือเรียกว่า host กักตุน ตามศัพท์ระบาดวิทยา สัตว์ทุกๆประเภทสามารถเป็น reservoir host ได้

แต่ในบางครั้งก็มีบางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ virus เข้าไปอยู่ในสัตว์ประเภทอื่นและมันก็สามารถปรับสภาพเข้าหาและขยายพันธุ์ได้ซึ่งก็อาจจะทำให้เกิดการเจ็บป่วย เหตุการณ์นี้ก็สามารถเกิดขึ้นกับมนุษย์ได้เช่นกัน

บ่อยครั้งการเจ็บป่วยอาจจะไม่รุนแรงแต่ในบางครั้งก็กลายเป็นโรคที่ร้ายแรงและสามารถติดต่อได้ง่าย

นี่คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า zoonosis หรือ zoonotic disease ซึ่งหมายถึงโรคที่มนุษย์สามารถติดเชื้อได้จากสัตว์ ยกตัวอย่าง sars rabies ebola และ tuberculosis เป็นต้น

ในปัจจุบันประมาณ 60% ของโรคมนุษย์เป็นโรคชนิดนี้และก็เริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ

สัตว์ชนิดหนึ่งที่เป็น host ของโรคจำนวนมากนั่นก็คือค้างคาว มันเป็นโฮสให้กับไวรัสอย่างเช่น coronovirus, hantavirus, lyssavirus, henipavirus, lass virus, ebola virus, และอีกหลายชนิด

ผู้เขียนได้อ้างอิงจากรายงานวิจัยว่า ค้างคาวอาจจะมีการวิวัฒนาการที่คู่ขนานไปกับไวรัสหลายชนิดเป็นเวลานานจึงทำให้มันอยู่ด้วยกันได้ อีกอย่างนึงก็คือค้างคาวนับเป็นประมาณ 20%-25% ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม mammal ทั้งหมดในโลก มันอาศัยอยู่ในแทบจะทุกประเทศของโลก พวกมันมีอายุยืนเมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน พวกมันอยู่กันเป็นฝูงแถมมันยังบินได้อีก ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่มันจะสามารถแพร่เชื้อได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น

Host ธรรมชาติไม่จำเป็นจะต้องแพร่เชื้อให้มนุษย์โดยตรง เมื่อไวรัสกระโดดจากตัวโพสธรรมชาติไปสู่สัตว์ชนิดใหม่มันอาจจะสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว แต่บางครั้ง reservoir hosts ไม่ได้เอาเชื้อมาติดต่อกับมนุษย์โดยตรง และมีสัตว์อีกชนิดหนึ่งเป็นการเชื่อมต่อ ด้วยเหตุผลอะไรก็ตามเมื่อ virus ได้กระโดดจาก reservoir host เข้าไปในสัตว์ชนิดใหม่มันอาจจะสามารถขยายพันธุ์ตัวมันเองได้อย่างรวดเร็วจนทำให้สัตว์เจ็บป่วยอย่างรุนแรง และถ้ามนุษย์เข้าไปใกล้สัตว์พวกนี้ก็จะมีโอกาสอย่างมากที่จะติดเชื้อเหมือนกัน สิ่งมีชีวิตนี้เรียกว่า amplifier hosts

ยกตัวอย่างเช่น nipah virus ที่เกิดขึ้นในมาเลเซียในปี 1998 ไวรัสนี้เริ่มต้นจากค้างคาวแพรมาถึงหมู เกษตรกรที่เกี่ยวพันกับการเลี้ยงหมูก็เจ็บป่วยและตายเป็นจำนวนมาก ท้ายสุดรัฐบาลสั่งให้ทำลายหมูหลายล้านตัว

ตราบใดที่ยังเกิดการติดต่ออยู่ ตัว virus ก็จะอยู่ไปเรื่อยๆ ถ้ามันไม่มีเหยื่อในการติดต่อแล้วการระบาดก็จะหยุดลง แต่ไม่ได้หมายความว่า virus จะหายสาบสูญไปนะครับ มันก็จะไปแอบตัวอยู่ใน reservoir host เหมือนเดิมเพื่อรอโอกาสต่อไป

โรคบางโรค เมื่อเกิดการระบาดแล้วก็หายไปเป็นช่วงๆ อย่างเช่นตั้งแต่ปี 1976 โรค ebola เกิดการระบาดแล้ว 20 กว่าครั้ง และครั้งร้ายแรงสุดระหว่างปี 2013-2016 ซึ่งติดเชื้อกันประมาณ 28,000 คน และเสียชีวิตประมาณ 11,000 คน หรือประมาณ 40% ซึ่งสูงมากๆ

การระบาดของโรคจะร้ายแรงขนาดไหนขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย

Transmissibility – คือการติดต่อง่ายขนาดไหน โรคไข้หวัดและ SARS สามารถติดต่อได้ง่ายเพราะตัวไวรัสอยู่ในอากาศได้ค่อนข้างจะนาน ในขณะที่โรคบางโรคจะต้องติดต่อผ่านเลือดซึ่งก็ไม่ง่ายนะ

Virulence – ก็คือความรุนแรงของปฏิกิริยาของตัว host ที่มีต่อตัวเชื้อโรค ถ้ามีปฏิกิริยารุนแรง ตัว host ก็อาจจะเสียชีวิตได้ แต่ตามหลักวิวัฒนาการแล้วเชื้อโรคไม่ควรจะฆ่าตัว host เพราะตัว host เป็นประโยชน์กับเชื้อโรค แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเชื้อโรคทำให้ตัว host เสียชีวิตเร็วขนาดไหน

เชื้อโรคไหนที่หาจุดสมดุลระหว่าง 2 ปัจจัยนี้ได้ก็จะทำให้มันมีสามารถระบาดได้ในระยะยาว

ยกตัวอย่างเช่น โรค ebola การติดต่อค่อนข้างจะยากและโอกาสเสียชีวิตค่อนข้างมากและเร็ว จึงทำให้การระบาดนั้นค่อนข้างจะจำกัด ในขณะที่โรค aids ถึงแม้จะติดได้ยากแต่ผู้ติดโรคสามารถอยู่ได้นานก่อนที่จะออกอาการหรือเสียชีวิตจึงทำให้การระบาดค่อนข้างจะยาวนานและกระจายมากกว่า

2 ปัจจัยหลักที่ทำให้โอกาสเกิดโรคระบาดจากสัตว์เพิ่มขึ้นในปัจจุบันคือ: disruption และ connectivity

Disruption – หลายคนน่าจะเข้าใจความหมายคำนี้ก็แปลว่าการทำให้เปลี่ยนแปลงหรือทำให้ยุ่งเหยิง มนุษย์ได้ก้าวก่ายไปในแหล่งธรรมชาติที่สัตว์อาศัยอยู่เพื่อการเกษตร ขยายตัวเมืองและเหตุผลอื่นๆมากขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้โอกาสที่จะได้เข้าพบปะกับสัตว์ป่าทั้งโดยตรงและทางอ้อมมาก ยกตัวอย่างนะครับในปี 1994 มีม้าหลายตัวล้มตายที่เมืองเล็กๆชื่อว่า hendra ในประเทศออสเตรเลีย เขาสันนิษฐานว่ามันเกิดขึ้นเพราะแหล่งเลี้ยงม้ามันอยู่ใกล้แหล่งอาศัยของค้างคาวที่มีเชื้อ และม้าตัวหนึ่งก็ได้ไปกินผลไม้ที่ค้างคาวมันกินทิ้งไว้จึงติดเชื้อมา เจ้าของม้าและสัตวแพทย์ก็ติดเชื้อนี้ไปด้วย

Connectivity – คือการเชื่อมโยง ปัจจุบันการเดินทางก็สะดวกขึ้นอย่างมาก ในแต่ละปีก็มีคนหลายล้านคนเพิ่มขึ้นทั่วโลกที่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ สถานการณ์ covid-19 ทำให้เห็นข้อนี้ได้อย่างชัดเจน

นอกเหนือจาก 2 ข้อนี้ การกระทำของบุคคลหรือกลุ่มคนบางกลุ่ม ด้วยความเชื่อ, รสนิยมหรือวัฒนธรรม ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงได้โดยที่อาจจะรู้หรือไม่รู้ตัว

การเอาสัตว์ป่าหลายชนิดมาอยู่ที่เดียวกันก็ทำให้การติดเชื้อระหว่างสัตว์เกิดขึ้นได้ง่าย สัตว์บางชนิดอาจจะกลายเป็น amplifier host และทำให้มนุษย์ติดเชื้อง่ายขึ้น และแน่นอนครับว่าการกินสัตว์ป่านั้นไม่ควรทำเพราะไม่รู้ว่ามันติดเชื้ออะไรมาบ้าง ในปี 1996 ชาวบ้าน 21 คนในหมู่บ้านเล็กๆในประเทศ gabon ได้เสียชีวิตหลังจากติดเชื้ออีโบล่าเพราะกินเนื้อ chimpanzee พวกเขาอาจจำเป็นต้องทานเนื้อชิมแพนซีเพราะไม่มีอะไรทานก็เป็นได้ แต่ก็ยังมีบางกลุ่มที่มีความคิดผิดๆที่ว่ากินสัตว์ป่าแล้วจะทำให้แข็งแรงมากขึ้นในหลายๆด้าน

ในบางครั้งมันไม่ใช่การทานสัตว์ป่าโดยตรงที่ทำให้เกิดปัญหา ในประเทศบังกลาเทศ มีคนติดเชื้อ nipah virus เยอะกว่าประเทศมาเลเซียทั้งๆที่ประเทศบังกลาเทศไม่มีการเลี้ยงหมูเพราะประชากรเป็นมุสลิม หลังจาก

การสืบสวนเขาค้นพบว่าคนบังคลาเทศชอบทานยางเหลวธรรมชาติที่มาจากต้นอินทผาลัม date palm sap ซึ่งเป็นสิ่งที่ค้างคาวก็ชอบทานเหมือนกัน ของเสียจ้าค้างคาวก็อาจจะไปปะปนกลับยางเหลวพวกนี้ ซึ่งทำให้คนติดเชื้อไปได้

ตัวอย่างสุดท้ายนะครับ ทุกคนคงเห็นคลิปวีดีโอที่มีลิงตีกันแย่งอาหารเมื่อไม่นานมานี้ หลายคนสันนิษฐานว่ามันเกิดจากที่ไม่มีนักท่องเที่ยวมาให้อาหารมัน การให้อาหารลิงมันดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยต่อตัวเราถึงแม้ว่าจะทำให้ลิงมันติดนิสัยก็ตาม แต่ลิงพวกนี้บางครั้งก็ค่อนข้างจะก้าวร้าวและดุดัน พวกมันอาจจะข่วนหรือกัดนักท่องเที่ยวได้ ซึ่งนี่ก็ทำให้อาจจะเกิดการติดเชื้อขึ้นมาได้

ถึงแม้ว่ามนุษย์เราจะมีการพัฒนามากกว่าสัตว์ชนิดอื่น แต่เราหนีไม่พ้นกับข้อเท็จจริงที่ว่าเราก็เป็นสัตว์สิ่งมีชีวิตเหมือนกับสัตว์ชนิดอื่นและก็มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสัตว์และสิ่งแวดล้อมรอบข้างเราด้วย ฉะนั้นการกระทำของมนุษย์เรามีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ

ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวง และยังมีอีกมากมายที่เราไม่รู้เกี่ยวกับโรคหลายโรค

ในแต่ละเหตุการณ์ที่ผู้เขียนเล่ามาในหนังสือ เขาทำให้เห็นว่านักวิชาการหลายๆด้านต้องร่วมมือกันในการวิจัยโรคแต่ละโรค ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถที่จะหาการรักษาโรคได้เสมอไป แต่อย่างน้อยก็ทำให้สามารถเข้าใจโรคนั้นได้มากขึ้น

นักวิชาการบางท่านต้องผจญภัยไปในป่ากับคนท้องถิ่นเพื่อที่จะไปหาสัตว์ที่เป็น host ของเชื้อโรคมาวิจัย สัตวแพทย์บางท่านต้องชันสูตรศพของสัตว์ที่ติดเชื้อ นักวิจัยบางท่านต้องศึกษาเชื้อโรคในห้องแลปที่มีความเสี่ยงสูง สุดท้ายบุคลากรทางแพทย์ก็ต้องรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อ

บุคลากรเหล่านี้ทุกคนล้วนแต่เสี่ยงตัวพวกเขาเองในการที่จะสืบสวน วิจัย และรักษาโรคระบาดพวกนี้ และก็มีหลายท่านไม่น้อยที่ติดเชื้อและเสียชีวิต

ผมอยากจะบอกว่าบุคลากรพวกนี้เป็นวีรบุรุษตัวจริงของเรื่อง

ผมก็ขอขอบคุณกับการเสียสละของทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตอนนี้ด้วย และก็หวังว่าทุกๆฝ่ายจะช่วยกันสนับสนุนบุคลากรเหล่านี้ตลอดไปนะครับ

ขอบคุณครับ