[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Range วิชารู้รอบ

Range ก็แปลว่า “ช่วงระยะ”
สโลแกนของหนังสือคือ “ทำไมคนที่รอบรู้ ชนะในโลกเฉพาะทาง”

หนังสือเขียนโดย David Epstein ซึ่งเป็นนักเขียนด้านวิทยาศาสตร์และกีฬา
หลายผลงานเขาก็เคยได้รับการยกย่องจาก Bill Gates และ Barack Obama

ผู้เขียนได้ตั้งคำถามว่า ในโลกปัจจุบันที่มีการแข่งขันและความซับซ้อนมากขึ้น
มันก็มีแรงกดดันมากขึ้นเช่นกัน ที่จะต้องสร้างความชำนาญเฉพาะทางให้เร็วที่สุด
แต่นั่นเป็นหนทางที่ดีที่สุดหรือเปล่า? และการมีความชำนาญในด้านใดด้านเดียวเร็วเกินไป มันอาจจะไม่เป็นผลดี


ความเชื่อของการเริ่มเร็ว

ความเชื่อที่มีอยู่ในสังคมส่วนมา คือจะต้องเริ่มฝึกฝนหรือว่าเรียนรู้ ด้านใดด้านหนึ่งให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้เปรียบในระยะยาว

Tiger Woods เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะเขาเริ่มฝึกฝนกอล์ฟตั้งแต่อายุไม่ถึง 2 ขวบ

แต่จริงๆแล้ว คนส่วนมาก ใช้เวลาในการค้นพบตัวเอง ว่าต้องการจะไปทิศทางไหน

ตัวอย่างที่ดีคือนักเทนนิส Roger Federer ที่ในสมัยเด็ก เขาเล่นกีฬาหลายประเภท และมาเจาะจงเทนนิสในช่วงหลัง
เขายังบอกด้วยว่า การที่เขาได้เล่นกีฬาหลายประเภท ทำให้เขา ฝมีการทำงานประสานกันระหว่างมือและตาเป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เขาเป็นนักเทนนิสที่ยอดเยี่ยม

Tiger Woods เรียกได้ว่าเป็นประเภท specialist ก็คือกลุ่มคนที่เจาะจงความชำนาญในด้านใดด้านหนึ่ง ตั้งแต่ตอนต้น
ส่วน Roger Federer เรียกได้ว่าเป็นประเภท generalist ก็คือมีประสบการณ์หลากหลาย ก่อนที่จะตัดสินใจเจาะจงไปด้านใดด้านหนึ่ง

นักวิจัยให้ชื่อช่วงเวลาหาประสบการณ์หลายๆด้านก่อนที่จะมาเจาะจงว่า “ช่วงการทดลอง
ประสบการณ์ที่ได้ในช่วงการทดลอง ก็สามารถเอาไปใช้ได้ในภายหลัง
ยกตัวอย่างนะครับ ในช่วงมหาวิทยาลัย Steve Jobs เคยเรียนศิลปะการคัดลายมือ ซึ่งเขาบอกว่า มันมีส่วนช่วยให้เขามีแรงบันดาลใจในเรื่องการดีไซน์

ในด้านการงาน ถึงแม้ว่าคนที่เจาะจงตั้งแต่แรก อาจจะได้เปรียบในช่วงแรกในเรื่องเงินเดือนหรือความก้าวหน้า แต่ในระยะยาวพบว่า พวกเขามีโอกาสมากกว่าที่จะไม่พอใจในการงาน

ในทางกลับกัน คนที่ทดลองอย่างอื่นก่อน และตัดสินใจเจาะจงภายหลัง สามารถตามทันพวกที่เจาะจงแต่แรก และจะมีความพอใจในการงานตัวเองมากด้วย

ในเรื่องการทำธุรกิจก็เช่นกัน เราได้ยินบ่อยครั้ง เกี่ยวกับคนอายุน้อย ที่เริ่มทำธุรกิจและประสบความสำเร็จ อย่างเช่น Mark Zuckerberg
แต่งานวิจัยของ MIT พบว่า อายุเฉลี่ยของผู้ก่อตั้งบริษัท tech startup ที่ประสบความสำเร็จ อยู่ที่ประมาณ 40-45 ปี ซึ่งเรียกได้ว่า พวกเขามีประสบการณ์ระดับหนึ่งแล้ว

การมีความชำนาญในด้านเดียวก็มีประโยชน์ในบางสภาวะ
โดยเฉพาะด้านที่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและคงที่ และมีแบบอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้วให้เห็นซ้ำๆหลายๆครั้ง
อย่างเช่นการเล่นหมากรุก กีฬากอล์ฟ หรือแม้กระทั่งการแพทย์
สภาวะแวดล้อมแบบนี้ว่า “Kind Domain” ผมจะใช้คำว่า “ขอบเขตเรียบง่าย” นะครับ
ในขอบเขตนี้ deliberate practice หรือว่า “การฝึกฝนอย่างจงใจ” มีประโยชน์อย่างมาก
และยิ่งเริ่มเร็ว ก็จะมีโอกาสในการสะสมชั่วโมงฝึกฝนให้มากขึ้น

[ผมแนะนำให้ไปดูคลิปรีวิวหนังสือ Peak สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ]

ปัญหาก็คือ โลกของเรา ไม่ได้มีความเรียบง่ายอย่างนั้นเสมอไป
ในหลายๆด้าน มันไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่ชัด ทำให้ความชำนาญในเรื่องเดียว มันอาจจะไม่ค่อยมีประโยชน์มากอย่างที่เราคิด
สภาวะแวดล้อมนี้ว่า “Wicked Domain” ผมจะขอเรียกว่า “ขอบเขตไม่แน่นอน” แล้วกันนะครับ

ถ้าคุณยังไม่ค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ การเรียนรู้และหาประสบการณ์ในหลายๆด้าน ก็อาจจะเป็นประโยชน์ได้


โลกสมัยใหม่และการศึกษาที่เป็นอุปสรรค

งานวิจัยของศาสตราจารย์ชาวนิวซีแลนด์นามว่า James Flynn ค้นพบว่า IQ เฉลี่ยของประชากรในหลายๆประเทศ เพิ่มขึ้นประมาณ 3 จุดทุกๆทศวรรษ
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Flynn Effect

หนึ่งในคำอธิบายอาจจะเป็นเพราะว่า โลกเราเข้าสู่ความทันสมัยมากขึ้น จึงจำเป็นจะต้องมีความคิดแบบ abstract thinking หรือความคิดแบบนามธรรมมากขึ้นเช่นกัน
ข้อดีของความคิดด้านนี้คือ เราไม่จำเป็นจะต้องมีประสบการณ์โดยตรงในเรื่องนั้น แต่ก็สามารถเข้าใจมันได้
ยกตัวอย่างก็คือ อินเทอร์เน็ต คนส่วนมากไม่เข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร แต่ก็รู้วิธีการใช้มัน

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความสามารถเชื่อมโยงความรู้ และประสบการณ์ในหลายๆด้าน อาจจะมีประโยชน์มากกว่า

ในระบบการศึกษาปัจจุบัน สิ่งที่ดูเหมือนกันเป็นการเรียนรู้ ในระยะยาว มันอาจจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพสักเท่าไหร
การเรียนรู้ส่วนมาก จะเน้นไปทางการท่องจำ และขั้นตอนการทำซะมากกว่า ซึ่งมันดีสำหรับการทดสอบ แต่มันไม่ได้สร้างความเข้าใจที่แท้จริง

สิ่งที่ควรจะเน้น คือการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างความรู้ และมองให้เป็นระบบ เพราะมันจะฝึกการใช้ความรู้ในชีวิตจริง
การเรียนรู้แบบนี้ มันยากกว่า แต่ในระยะยาวจะได้ผลดี

การศึกษา ก็ไม่ควรมีโครงสร้างที่แข็งเกินไป การฝึกฝนและเรียนรู้แบบหลากหลาย ก็สามารถทำให้เห็นปัญหาในหลายๆรูปแบบได้เช่นกัน ซึ่งมันก็จะเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา

ถ้ามองปัญหาจากมุมมองของคนชำนาญเฉพาะทาง อาจจะเห็นวิธีแก้แค่วิธีเดียว
แต่สำหรับคนที่มีความความรู้พื้นฐานในหลายๆด้าน เขาจะประเมินปัญหาก่อน และหาวิธีแก้ที่ถูกต้อง


การคิดนอกกรอบ

ในศตวรรษที่ 17 นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อว่า Johannes Kepler เขาพยายามอธิบายการเคลื่อนไหวของดาวเคราะห์ โดยเปรียบเทียบมันเสมือนกับเรือที่แล่นอยู่บนน้ำวน
เขาไม่ได้ใช้ทฤษฎีด้านดาราศาสตร์ในการอธิบายเลย

วิธีการคิดแบบนี้เรียกว่า “การคิดเปรียบเทียบเชิงลึก” ซึ่งเป็นการตระหนักถึงความคล้ายกันระหว่างสิ่งที่ไม่น่าจะเชื่อมโยงกันได้

จากด้านจิตวิทยา ยิ่งคนเรามีประสบการณ์สูง และข้อมูลภายในเยอะขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งยึดติดมุมมองภายใน และเชื่อว่าความคิดของเราถูกต้อง
การคิดนอกกรอบ จะบังคับให้ขยายการวิเคราะห์และการคาดเดาปัญหา โดยการมองจากหลายๆด้าน

แต่จะมีความคิดอย่างนี้ได้ จะต้องละทิ้งความอยากมีความชำนาญในด้านเดียวที่เร็วเกินไป ซึ่งมันไม่ง่ายนักในสังคมปัจจุบัน


ปัญหาของความทรหดและความเป็นไปได้ของตนเอง

จากหนังสือ GRIT ที่ผมได้รีวิวไปแล้ว ศาสตราจารย์ Angela Duckworth เสนอว่า grit หรือความทรหดอดทน เป็นตัววัดที่ดีของความสำเร็จ
หนึ่งในตัวอย่างที่เขาให้ คือนักเรียนนายร้อย West Point ที่เขาพบว่า ถ้ามีความทรหดสูงก็จะมีโอกาสเรียนจบสูงเช่นกัน
หลังจากที่นักเรียนนายร้อยเรียนจบ ก็มีข้อบังคับว่าจะต้องอยู่ในกองทัพเป็นเวลาอย่างต่ำ 5 ปี
แต่เขาพบว่า หลังจากผ่านระยะเวลาขั้นต่ำไปแล้ว ประมาณครึ่งหนึ่งของนักเรียนนายร้อย ลาออกจากกองทัพ และไปทำอย่างอื่นแทน

แต่มันแปลกนะครับ ว่าทำไมคนที่มีความทรหดสูงอย่างนักเรียนนายร้อยอย่างเหล่านี้ กลับเปลี่ยนใจภายหลังอย่างนี้ได้ล่ะครับ?

หนึ่งในข้ออธิบายก็คือ พวกนักเรียนนายร้อย พยายามเจาะจงเฉพาะทางเร็วเกินไปในสิ่งที่สุดท้ายแล้ว ตัวพวกเขาเองอาจจะไม่ได้ชอบจริงๆ

นักเศรษฐศาสตร์ใช้คำว่า “match quality” หรือว่า “คุณภาพการจับคู่” ก็คือ ความเหมาะสมระหว่าง การงานที่เลือก และลักษณะนิสัยของคนๆนั้น
ยิ่งคุณภาพจับคู่สูงเท่าไหร่ คนๆนั้นก็จะมีความพอใจ และสามารถอยู่ในด้านงานที่เขาเลือกได้ในระยะยาว

มันเป็นไปได้ว่า นักเรียนนายร้อยที่ลาออกเร็วระหว่างที่เรียนอยู่ ก็แค่เห็นว่า ไม่เหมาะกับตัวเขาแค่นั้นเอง ไม่ใช่ว่าเขามีความอดทน

นี่ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งของการศึกษา เพราะบางครั้ง นักเรียนถูกบังคับให้เลือกสายใดสายหนึ่งเร็วเกินไป แต่มารู้ทีหลังว่าตัวเองไม่ชอบ

แน่นอนครับ ว่าความความทรหดอดทน และการมีความตั้งใจในด้านใดด้านหนึ่งมันมีความสำคัญ
แต่จะบอกว่าคนเราไม่ควรยกเลิกแผนการ และเปลี่ยนทิศทางของตัวเอง ก็ไม่ถูกเช่นกัน

Vincent van Gogh เป็นตัวอย่างที่ดี ถ้าพูดกันตามตรง เขาไม่ได้มีความทรหดสูงเลย เพราะกว่าเขาจะเข้าด้านศิลปะได้ เขาได้ทำงานหลายๆอย่างมาแล้ว และในด้านศิลปะ เขาก็ไม่ได้เจาะจงศิลปะรูปแบบไหน และก็ทดลองหลายๆอย่าง จนสุดท้ายก็เจอสไตล์ของตัวเอง

จากงานวิจัยจิตวิทยาพบว่า คนเรามีลักษณะนิสัยที่เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว แต่สิ่งแวดล้อมและประสบการณ์ ก็เปลี่ยนแปลงมันได้เช่นกัน
เด็กบางคนดูเหมือนไม่กล้าแสดงออก แต่ถ้าเขาได้ทำสิ่งที่เขารัก เขาจะมีความกล้าขึ้นมาทันที

คนเราเรียนรู้โดยการใช้ชีวิต ยิ่งเรามีอายุเพิ่มขึ้น ความคิดก็จะเปลี่ยน สิ่งที่คิดว่าชอบตอนนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

บางครั้งเราอาจจะถูกบังคับให้เปลี่ยนทิศทางโดยเรื่องภายนอก แต่ก็ใช่ว่ามันไม่ดีเสมอไป
ดูตัวอย่าง JK Rowling สิครับ เขาพบความล้มเหลวในเรื่องส่วนตัวและเรื่องการงานตอนอายุ 20 กลางๆ แต่เขาบอกว่า เขารู้สึกเหมือนโดนปลดปล่อย และได้โอกาสไปทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ได้เขียนหนังสือ Harry Potter ได้สำเร็จ

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจกับตัวเองจริงๆ ก็ลองพิจารณาลักษณะตัวคุณว่าจะชอบด้านไหน
ข้อดีก็คือ เดี๋ยวนี้มีข้อมูลเยอะที่เข้าถึงง่าย คุณสามารถทดลองทำได้หลายอย่างก่อนที่ลงไปกับมันจริงๆ

แต่ที่สำคัญนะครับ อย่าเปรียบเทียบกับคนอื่น เพราะแต่ละคนมีหนทางไม่เหมือนกัน
ลองดูนะครับ เผื่อว่าคุณจะค้นพบสิ่งที่ใช่สำหรับคุณ


ข้อได้เปรียบของคนนอก

แต่ก็ใช่ว่าความชำนาญเฉพาะทางมีประโยชน์นะครับ

บริษัทยา Eli Lilly เป็นหนึ่งในบริษัทที่กำลังคิดค้นยารักษา covid อยู่ในตอนนี้
ในปี 2001 เขาได้โพสต์ 21 ปัญหา ที่นักวิทยาศาสตร์ภายในองค์กร ไม่สามารถแก้ได้
นักวิทยาศาสตร์พวกนี้ อยู่ในแนวหน้าของการวิจัยนะครับ ถ้าพวกเขาหาคำตอบไม่ได้แล้วใครจะตอบได้ล่ะครับ
หลังจากที่เขาโพสต์คำถาม ก็มีคนจากหลากหลายสาขาที่เสนอคำตอบ
หนึ่งในคนที่เสนอวิธีแก้ เป็นทนายความ ที่เคยจดทะเบียนลิขสิทธิ์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ด้านเคมีให้ลูกค้าคนอื่น
ความสำเร็จของการทดลองนี้ ทำให้เขาก่อตั้งบริษัทย่อย ที่ให้รางวัลกับคนที่สามารถแก้ปัญหาของเขาได้

มาฟังเรื่องของอีกบริษัทหนึ่งเกี่ยวกับด้านนวัตกรรมนะครับ
ในยุค 80 นักออกแบบเกมส์ของบริษัท Nintendo นามว่า Gunpei Yokoi ได้เสนอความคิดที่เรียกว่า “Lateral Thinking of Withered Technology” แปลตรงๆก็คือ “ความคิดข้างเคียงของเทคโนโลยีที่เหี่ยวเฉา” ในที่นี้หมายความว่า เทคโนโลยีดั้งเดิมที่มีข้อมูลและความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
คุณ Yokoi ได้ใช้ความคิดนี้ในการออกแบบ Game Boy ซึ่งเอาเทคโนโลยีจอ LCD และอื่นๆมารวมกัน
ในตอนนั้น Game Boy ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่ล้ำสมัยขนาดนั้น แต่มันตอบโจทย์ผู้บริโภค และก็มียอดขายเกือบ 120 ล้านยูนิต

2 ตัวอย่างนี้ ทำให้เห็นว่า การมองปัญหาจากภายนอกสามารถหาวิธีการแก้ได้ดี เพราะเขาไม่ยึดติดกับความรู้ที่มีอยู่แล้ว
แต่คนนอก จะต้องพึ่งข้อมูลเชิงลึกที่มีอยู่แล้วหรือที่ผู้ชำนาญเฉพาะทางเป็นคนให้
ยิ่งพวกเขาได้ข้อมูลเยอะ ก็จะยิ่งสามารถเอาไปปะติดปะต่อกับข้อมูลอื่นได้เพื่อที่จะหาวิธีแก้

ฉะนั้น มันสำคัญมากที่ต้องมีคน 2 ประเภท
คนที่มองลึก คือการมีความชำนาญในด้านเดียวอย่างมาก
และคนที่มองกว้าง คือมีความรอบรู้ในหลายๆด้าน

คน 2 ประเภทนี้ ควรทำงานร่วมกันเพื่อจะได้ผลประโยชน์สูงสุด

นี่ก็เป็นโอกาสในการพัฒนาอีกอย่างนึงนะครับ เพราะว่าในโลกปัจจุบัน ข้อมูลและความรู้ มันมีเยอะและเข้าถึงง่าย ความท้าทายคือจะต้องหาวิธีเชื่อมโยงให้ถูกต้อง


ทิ้งเครื่องมือที่คุ้นเคยและจงใจเป็นมือสมัครเล่น

ในเมื่อเรารู้ข้อดีของการมีความรอบรู้และประสบการณ์ในหลายๆด้าน แล้วมีอะไรบ้างที่เราสามารถทำได้?

มาฟังเรื่องเกี่ยวกับ NASA ฟังก่อนครับ

โศกนาฏกรรมยานอวกาศ Challenger ในปี 1986 เป็นหนึ่งในข้อผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขององค์กร NASA
จากการสืบสวนพบว่า วิศวะหลายคน ก็เห็นแล้วว่ามันมีสิ่งปกติจากที่ได้เห็นรูปภาพ แต่เพราะเขาไม่มีข้อมูลตัวเลขและ data จึงไม่มีใครฟังพวกเขา
ก่อนหน้านี้ NASA ได้พึ่งข้อมูลตัวเลขเป็นส่วนใหญ่ในการตัดสินใจ ใครไม่มีตัวเลขสนับสนุนความคิดเห็น ก็ยากที่จะท้าทายการตัดสินใจของหัวหน้าได้
หลังจากเหตุการณ์นี้ ทำให้ NASA ต้องเปลี่ยนแปลงความคิดและทิ้งวิธีการปฏิบัติแบบเดิมๆ

สำหรับคนมีความชำนาญเฉพาะทาง จะบอกให้เขาทิ้งหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เรียนรู้มาก็ทำได้ยาก
แต่มันก็เป็นสิ่งจำเป็นในบางสถานการณ์
การทิ้งเครื่องมือและความคิดที่คุ้นเคย มันเป็นการถ่อมตนว่ามันอาจจะมีหนทางอื่นที่ดีกว่า

สำหรับคนที่เป็นผู้นำ บางครั้งตัวเขาเองอาจจะเป็นอุปสรรคในการแก้ปัญหา และต้องดึงตัวเองออกมาจากสถานการณ์นั้น

อีกวิธีหนึ่งที่นักจิตวิทยาแนะนำเรียกว่า “การเปิดใจอย่างตั้งใจ
มันหมายความว่าเราไม่ควรเน้น “ความรู้” แต่ควรเน้น “ความอยากรู้” มากกว่า ควรมองความคิดของตัวเองว่าเป็นสิ่งที่จะต้องโดนทดสอบโดยผู้อื่น ที่อาจจะมีมุมมองที่ตัวเองคิดไม่ถึง

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ มันไม่มีเครื่องมือที่จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง
คนเราและรวมไปถึงองค์กร ควรจะมีอุปกรณ์หลากหลายในการมองปัญหาและหาวิธีแก้ไข

นักวิชาการชั้นนำ ก็เริ่มจะตระหนักถึงความสำคัญของความรู้ในหลายๆสาขา และกำลังผลักดันการศึกษาให้ไปทางด้านนี้ เพราะพวกเขาคิดว่า การค้นพบในอนาคตจะไม่ได้มาจากสาขาใดสาขาเดียว

สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำคือ อย่าคิดว่าตัวเองตามหลังคนอื่นอยู่
อย่างที่บอกไปตอนแรกนะครับ ว่าเราจะได้ยินเรื่องของคนที่เจาะจงความชำนาญแต่แรก และเหมือนจะพัฒนาแบบเส้นตรง
แต่ความเป็นจริงแล้ว คนส่วนมากไม่ได้มีการพัฒนาอย่างนั้น

งานวิจัยด้านความคิดสร้างสรรค์พบว่า นักคิดค้นอย่าง Thomas Edison ได้ประดิษฐ์สิ่งของมากกว่า 1,000 ชนิด ส่วนมากก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมาก แต่สิ่งที่มันมีประโยชน์ มันก็เปลี่ยนโลกไปอย่างสิ้นเชิง
แต่กว่าเขาจะคิดค้นสิ่งพวกนี้ได้ มันไม่ได้อยู่บนหนทางที่เรียบง่ายเลย

การพัฒนาเส้นทางนี้ต้องใช้ความอดทน ความเปิดใจ และความอยากเรียนรู้

ถ้าคุณทำมันได้ ถึงแม้ว่าอาจจะเจอความผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็อาจจะเจอความสำเร็จอย่างไม่คาดคิดได้เช่นกัน

ผู้เขียนไม่ได้บอกนะครับ ว่าไม่ควรจะเจาะจงความชำนาญ เพราะสุดท้ายแล้วคนเราก็ต้องหันไปด้านใดด้านหนึ่ง
เขาแค่อยากจะสร้างการพูดคุยที่ไม่ค่อยได้ยินกันนักในด้านพัฒนาตัวเอง

การมีความชำนาญเจาะจงและความรู้พื้นฐานในหลายๆด้านก็มีความสำคัญ

ปัญหาก็คือ เราควรจะตัดสินใจเจาะจงตอนไหน แล้วเราควรจะใช้อะไรเป็นตัววัด

การทดลองทำหลายๆอย่าง อาจจะดูเหมือนว่าไม่มีทิศทาง และอาจจะได้รับความกดดันทางสังคมอีกด้วย

ถ้าคุณเริ่มเจาะจงไปในทางใดทางหนึ่งแบบจริงจัง ไม่ว่าจะเร็วหรือช้าก็ตาม ก็ควรจะเปิดใจและศึกษาหาความรู้ในด้านอื่นอยู่ตลอดด้วย เพราะนั่นอาจจะเป็นข้อได้เปรียบที่แท้จริง


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-