[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


ไม่ว่าเราจะมีเป้าหมายอะไรในชีวิตนะครับ ความคิดของเราเป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้ว่าเราจะไปถึงเป้าหมายหรือไม่

หนังสือที่จะมาเล่าให้ฟังวันนี้นะครับ The Magic Of Thinking Big คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก

เล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1959 และในปี 2015 ก็มียอดขายไปแล้วมากกว่า 6 ล้านเล่ม และนิตยสาร Forbes ก็ยกย่องให้เป็นหนึ่งในหนังสือพัฒนาตัวเองที่ดีที่สุดเล่มนึงนะครับ

ผู้เขียนคือ David Schwartz ซึ่งเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจและเคยเป็นศาสตราจารย์ที่ Georgia State University

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่ 100 ที่ช่อง BooksDD ได้รีวิว ผมก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามและให้การสนับสนุนนะครับ


ถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้ คุณก็จะทำได้

คำว่าความสำเร็จ มีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน
แต่ถ้าเราดูบุคคลที่จัดว่าประสบความสำเร็จ พวกเขามีสิ่งเดียวกัน คือเขามีความเชื่อ

ความเชื่อในตัวเอง แตกต่างจากความปรารถนา เพราะไม่ใช่ว่าถ้ามีความเชื่อแล้ว ก็จะได้อย่างนั้น
แต่มันเป็นการสร้างพลังงานและความเชื่อมั่นให้เคลื่อนไปข้างหน้า เพื่อที่คุณจะได้เห็นโอกาสและวิถีทาง และคนอื่นก็จะมีความเชื่อมั่นในตัวคุณ

วิธีที่จะสร้างความเชื่อมั่นในตัว คือต้องควบคุมความคิด
ให้คุณจินตนาการว่าความคิดของคุณมีพนักงานอยู่ 2 คน Mr Triumph และ Mr Defeat ก็คือ “นายชัยชนะ” และ “นายพ่ายแพ้” และทั้งสองจะทำตามอย่างที่คุณสั่ง

ถ้าคุณเริ่มมีความคิดลบ นายพ่ายแพ้ ก็จะทำงานทันที และถ้าปล่อยไปเรื่อยๆก็จะสร้างเหตุผลให้คุณล้มเหลว

คุณต้องไล่นายพ่ายแพ้ออก และใช้งานนายชัยชนะอย่างเดียว โดยการคิดว่าคุณเอาชนะอุปสรรคได้ เตือนตัวเองว่าคุณมีความสามารถมากกว่าที่คิด และอย่าจำกัดตัวเองกับสิ่งเล็กๆและต้องคิดใหญ่

หนึ่งในวิธีที่คุณจะฝึกความคิด คือให้นึกถึงคนที่คุณคิดว่าประสบความสำเร็จและอีกคนที่ล้มเหลว และดูว่าทั้งสองมีหลักการความคิดแตกต่างกันอย่างไร


รักษาโรคชอบแก้ตัว

เราทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในหลายด้านของชีวิต

สิ่งที่แตกต่างสำหรับคนที่ประสบความสำเร็จ คือเขาจะไม่ให้ความท้าทายนี้เป็นอุปสรรค
ในทางตรงข้าม คนที่ล้มเหลวจะมีแต่ข้ออ้าง และบางครั้งก็ทำบ่อยจนละเลยความรับผิดชอบในการแก้ปัญหา

โดยรวมแล้ว ข้ออ้างที่ให้มากที่สุดจะเป็นใน 4 ด้าน
(1) สุขภาพ คือคิดว่าตัวเองมีข้อจำกัดทางสุขภาพอะไรสักอย่าง
(2) ความสามารถหรือสติปัญญา คือคิดว่าตัวเองเก่งไม่เท่ากับคนอื่น
(3) อายุ คือคิดว่าตัวเองแก่ไปหรือเด็กไปที่จะลองทำ
(4) โชคลาภ คือคิดว่าตัวเองตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ และคนอื่นนั้นโชคดีกว่า

เราทุกคนมีปัญหาและมีข้อจำกัดกันหมด และไม่ควรใช้ข้อจำกัดเป็นข้ออ้าง โดยเฉพาะถ้าเปลี่ยนอะไรไม่ได้

คุณควรจะโฟกัสกับสิ่งที่มี และทำประโยชน์จากมันไห้ได้มากที่สุด เพราะความเสียเปรียบแต่มีทัศนคติที่ดี จะชนะความได้เปรียบแต่มีทัศนคติที่แย่เสมอไป


สร้างความเชื่อมั่น และทำลายความกลัว

หนึ่งสิ่งที่ขวางทางความสำเร็จคือความกลัว และถ้าเราไม่จัดการมัน มันอาจจะครอบงำความคิดของเราได้ และบางครั้งอาจจะเกิดปฏิกิริยาทางร่างกายได้อีกด้วย

วิธีที่จะรักษาความกลัวได้ คือการสร้างความมั่นใจ และมันเป็นทักษะที่พัฒนาได้

ความมั่นใจจะมาจากการกระทำ
คุณต้องถามตัวเองว่าคุณกลัวอะไร และสร้างการกระทำที่เหมาะสมในการหยุดยั้ง
อย่างเช่นถ้าคุณกลัวการพูดในที่สาธารณะก็ควรใช้เวลาฝึกซ้อม

การคิดแต่ด้านบวกเป็นสิ่งสำคัญที่จะส่งเสริมความมั่นใจ
ให้คุณลองจินตนาการว่า ความทรงจำของคุณเป็นธนาคารที่คุณจะใส่ความคิดดีๆเข้าไปเท่านั้น
ถ้ามีความทรงจำไม่ดีก็ให้ลองเปลี่ยนมุมมอง

ความกลัวที่มีต่อผู้อื่นก็อาจจะลดความมั่นใจ
คุณควรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผู้อื่นให้มากขึ้น และคิดว่าคนเรามีความคล้ายกันมากกว่าที่คิด

บางครั้ง การจะสร้างความมั่นใจ คุณก็ต้องทำเหมือนว่าคุณมีความมั่นใจ ไม่ว่าจะเป็นการสบตาคนที่คุณคุยด้วย เดินอย่างมีความมั่นใจ และยิ้มแย้มแจ่มใส เพราะทั้งหมดจะช่วยส่งเสริมความมั่นใจในตัวคุณได้มากขึ้น


วิธีคิดใหญ่

โดยรวมแล้ว การคิดใหญ่หมายถึงการคำนึงถึงสิ่งที่คุณมี และให้ความเคารพกับตัวเองและมีความมั่นใจว่าคุณสมควรได้สิ่งที่คุณต้องการ ทำให้ความเป็นไปได้ไม่มีจำกัด

จะเริ่มคิดใหญ่ได้ คุณไม่ควรดูถูกตัวเอง และควรเจาะจงกับจุดแข็งที่มี
ให้คุณลองนึกถึง 5 ลักษณะที่เป็นจุดแข็งของตัวเอง และแต่ละลักษณะให้คิดถึง 3 คนที่ประสบความสำเร็จแต่ไม่เก่งในด้านนั้นเท่ากับคุณ นี่จะทำให้เห็นว่าคุณเป็นมากกว่าที่คุณคิด

การใช้คำศัพท์ด้านบวกก็มีความสำคัญ และจะส่งเสริมการคิดใหญ่
ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะคิดว่าทำล้มเหลว ก็ควรคิดว่าคุณกำลังหาแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหา

นอกเหนือจากนั้นแล้ว คุณควรขยายวิสัยทัศน์ และไม่ดูแต่สิ่งที่เป็นวันนี้อย่างเดียว แต่คิดถึงความเป็นไปได้ในอนาคต โดยการคิดว่าคุณเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งรอบข้างและการกระทำของตัวเองได้อย่างไร

ในด้านการงาน คุณควรเปลี่ยนมุมมองและให้ความสำคัญกับงานปัจจุบัน เพราะความก้าวหน้าจะมาจากความคิดที่คุณมีต่องานของคุณในตอนนี้

บางครั้งก็อาจจะมีเรื่องเล็กๆที่รบกวนความคิด แต่คุณไม่ควรใส่ใจ และควรโฟกัสกับเรื่องใหญ่อย่างเดียว


วิธีคิดและฝันอย่างสร้างสรรค์

ความคิดสร้างสรรค์ก็เป็นส่วนสำคัญในการปรับปรุงทัศนคติ

มันสำคัญมากที่คุณจะต้องคิดก่อนว่าทุกอย่างเป็นไปได้ เพราะความเชื่อจะควบคุมการกระทำ และความคิดจะหาวิธีของมันเอง

คุณไม่ควรยึดติดกับธรรมเนียมหรือความคิดเดิมๆมากเกินไป และควรเปิดรับความคิดใหม่ๆ และกล้าทดลอง

จะทำอย่างนี้ได้ คุณควรจะถามตัวเองเสมอว่า คุณจะปรับปรุงตัวเองในวันนี้ได้อย่างไร?

มากกว่านั้น คุณควรเปิดรับโอกาสที่จะเพิ่มความรับผิดชอบให้ตัวเอง เพราะถ้าคุณคิดว่าคุณทำได้มากเท่าไหร่ คุณก็จะทำได้มากเท่านั้น

วิธีที่จะปรับปรุงได้ดี คือการรับฟังคนอื่น
คุณควรถามคนที่รู้มากกว่าคุณและตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เพื่อที่คุณจะเพิ่มข้อมูลและวิถีทาง

อีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ คือการกระตุ้นความคิดโดยการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย หรือพูดคุยกับคนที่มีความคิดแตกต่าง

เมื่อคุณได้ความคิดใหม่ๆก็อย่าลืมสร้างวิธีจัดระเบียบ เพื่อไม่ให้ความคิดรอดพ้นไปได้


คุณเป็นอย่างที่คุณคิดว่าคุณเป็น

คุณเคยสังเกตเห็นคนที่ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนอื่นให้ความเคารพไหมครับ? ในขณะที่บางคนไม่มีใครให้ความสนใจเลย

ผู้เขียนเห็นว่าความแตกต่างอย่างเดียวคือความคิด

ถ้าลึกๆแล้วคุณคิดว่าคุณมีความสำคัญและสมควรได้รับสิ่งที่ต้องการ คุณก็จะปฏิบัติตามนั้น

สิ่งแรกที่คุณควรทำ คือดูแลภาพลักษณ์ที่แสดงถึงลักษณะเหล่านี้และสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง เพื่อที่คนอื่นเห็นว่าคุณสมควรได้รับความเคารพ

ไม่ว่าคุณจะทำงานอะไร คุณก็ควรให้สำคัญกับสิ่งๆนั้น เพราะคนอื่นจะเห็นว่าคุณเป็นคนจริงจัง

การสร้างคําพูดที่ให้กําลังใจ ก็จะทำให้รู้สึกว่ามีแรงจูงใจและมีความกระตือรือร้น
ให้ลองคิดว่าคุณกำลังสร้างโฆษณาให้กับตัวเอง คุณจะประกาศข้อดีของคุณอย่างไรให้คนอื่นรู้? และคุณก็ควรพูดสิ่งนั้นให้ตัวเองฟังทุกวัน

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าคุณควรจะมีความคิดอย่างไร ให้ลองจินตนาการคนที่เป็นคนสำคัญและประสบความสำเร็จ และลองคิดว่าถ้าเขาในสถานการณ์แบบเดียวกับคุณ เขาจะคิดและรับมืออย่างไร?


จัดการกับสภาพแวดล้อมให้ดีเยี่ยม

สภาพแวดล้อมของเรา ก็มีอิทธิพลกับความคิด

ไม่ว่าจะเป็นที่พักอาศัย เพื่อนที่คบหาด้วย หรือสิ่งที่คุณอ่านและรับฟัง ทุกอย่างมีส่วนที่ทำให้คุณเป็นอย่างที่คุณเป็น

สิ่งแรกที่จะต้องโฟกัส คือปรับสภาพตัวเองให้ไปสู่ความสำเร็จก่อน
ถ้าลองไปถามเด็กๆนะครับ เด็กส่วนมากจะมีความใฝ่ฝันที่ยิ่งใหญ่ แต่ตอนโตขึ้นมาอาจจะได้รับคำแนะนำที่ผิดๆ จึงเริ่มคิดว่าตัวเองไม่สมควรได้รับความสำเร็จ แต่คนที่ให้คำแนะนำเหล่านี้เกือบทั้งหมดไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน
คุณไม่ควรรับฟังคำพูดเหล่านี้ หรือไม่ก็ให้มันเป็นเชื้อเพลิงให้กับความมุ่งมั่นของคุณ

อีกหนึ่งอย่างที่คุณทำได้ คือการเปิดรับประสบการณ์ด้านจิตวิทยาในด้านบวก เพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และปรับปรุงด้านอารมณ์
จะทำอย่างนั้นได้คุณอาจจะต้องเลือกคบกับคนที่มีทัศนคติที่จะพูดคุยแต่เรื่องที่มีคุณภาพ และช่วยกันพัฒนาไปพร้อมกันได้


ทำให้ทัศนคติของคุณเป็นพันธมิตร

การสื่อสารผ่านภาษากาย สีหน้า หรือน้ำเสียง เป็นสิ่งสำคัญในการแสดงถึงทัศนคติของคุณเอง

คนที่ประสบความสำเร็จแสดง 3 ทัศนคติด้วยกัน

ถ้าจะให้คนอื่นตื่นเต้นกับตัวคุณ คุณก็ต้องมีความกระตือรือร้น อย่างเช่นถ้าคุณขายของแต่ไม่ตื่นเต้นกับสินค้าก็คงไม่มีใครอยากจะซื้อจากคุณ
คุณสามารถสร้างความกระตือรือร้น โดยการเรียนรู้ในสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น หรือสร้างกิริยาที่เหมาะสมไม่ว่าจะเป็นการยิ้มและสบตากับคนอื่นอย่างจริงใจ

คนทุกคนนะครับ ต้องการรู้สึกเป็นคนสำคัญ และถ้าคุณทำให้เขารู้สึกอย่างนั้นได้ เขาก็จะมีปฏิกิริยาในด้านบวกกับคุณ
ไม่ว่าใครจะทำอะไรให้คุณ คุณก็ควรโชว์ความซาบซึ้งใจ ให้คำชม และให้เครดิตกับคนๆนั้นอย่างเหมาะสม

นอกเหนือจากนั้นแล้ว คุณควรเน้นการช่วยเหลือและบริการผู้อื่น เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ หลังจากนั้นเรื่องเงินทองและความสำเร็จก็จะตามมาเอง


คิดถูกต้องกับผู้อื่น

เมื่อพูดถึงคนอื่นนะครับ ความสำเร็จไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราคนเดียว เพราะคนอื่นต้องสนับสนุนเราด้วย อย่างเช่นการซื้อสินค้า หรือการทำงานร่วมกัน

ถ้าจะได้การสนับสนุนนี้ คุณจะต้องสร้างลักษณะที่จะให้คนอื่นชอบในตัวคุณ

คุณควรจะพยายามทำความรู้จักกับคนใหม่ๆในหลากหลายสถานการณ์ และอย่ากลัวที่จะแนะนำตัวเองก่อน

คุณต้องยอมรับว่าทุกคนมีความแตกต่าง และไม่ควรพยายามเปลี่ยนแปลงผู้อื่น

ในการมีปฏิสัมพันธ์ ก็ควรเน้นแต่ด้านบวก และอย่าวางตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง และควรเปิดรับฟังผู้อื่นมากกว่าพูดเกี่ยวกับตัวเอง

คุณควรปฏิบัติกับผู้อื่นโดยให้เกียรติ โดยเฉพาะในตอนที่คุณไม่ได้อย่างที่คุณต้องการ เพราะมันจะฝึกฝนทัศนคติในตอนที่คุณได้ชัยชนะ


สร้างนิสัยในการลงมือทำ

มีคนจำนวนมากที่วางแผนจะทำหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ไม่เคยลงมือทำ และนี่เป็นสิ่งสำคัญที่จะชี้วัดความสำเร็จ

อย่างที่บอกไปในตอนแรกนะครับ ว่าการกระทำจะรักษาความกลัวและจะสร้างความมั่นใจ และมีไอเดียอย่างเดียวมันไม่เพียงพอ การกระทำเท่านั้นที่ทำให้เป็นเรื่องจริง

ในการสร้างนิสัยการลงมือทำ คุณจะต้องคำนึงว่ามันยากมากที่ทุกอย่างจะลงตัวเพื่อที่ให้คุณเริ่มลงมือทำ
คุณควรลงมือทำเลยจะดีกว่า แล้วค่อยปรับเปลี่ยนเมื่อเจอปัญหา

อีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรรอคือแรงบันดาลใจ เพราะไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจที่จะผลักดันการกระทำ แต่การกระทำก็อาจทำให้เกิดแรงบันดาลใจด้วยเช่นกัน

ฉะนั้นนะครับ ถ้าคุณต้องการทำอะไรให้เริ่มทำตอนนี้เลย หรือถ้าคุณเห็นสิ่งที่ควรทำ แต่คนอื่นไม่เห็น คุณก็ควรเป็นคนริเริ่มทำ เพราะสังคมจะให้คุณค่ากับคนที่ลงมือทำ


เปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะ

การอยู่บนเส้นทางสู่ความสำเร็จ บางครั้งเราอาจจะต้องประสบกับปัญหาชั่วคราว

มันขึ้นอยู่กับว่า คุณจะปล่อยให้มันชนะตัวคุณ หรือจะใช้มันเป็นแรงผลักดันไปสู่เป้าหมายต่อไป

เมื่อเกิดความผิดพลาด สิ่งแรกที่ไม่ควรทำคือโทษคนอื่น เพราะมันไม่สร้างประโยชน์อะไร
มันจะดีกว่าถ้าเราพิจารณาตัวเราเองอย่างแท้จริงและตรงไปตรงมา แต่อย่าทำมากจนคิดว่าตัวเองล้มเหลว

ในทุกๆความผิดพลาด มันมีบางอย่างที่เรียนรู้ได้ คุณแค่ต้องหาสิ่งๆนั้น เพื่อจะไม่ทำพลาดอีก และควรคิดว่าความผิดพลาดเป็นสิ่งชั่วคราว คุณแค่จะต้องปรับเปลี่ยนหนทางใหม่ที่ดีกว่า

เมื่อค้นพบวิธีใหม่ ก็ควรกล้าที่จะทดลองและดูผลที่ได้รับ
ตัวอย่างที่ดีคือ Thomas Edison ที่เขาทดลองหลายพันครั้ง ในการค้นหาวัตถุเพื่อประดิษฐ์หลอดไฟ
แต่มันสำคัญ ที่คุณจะต้องมีความเชื่อว่ามันมีหนทางในการแก้ไขปัญหา


ใช้เป้าหมายช่วยให้คุณเติบโต

แน่นอนว่าจะประสบความสำเร็จได้ คุณก็จะต้องมีเป้าหมาย

ผู้เขียนแนะนำว่า คุณไม่ควรกลัวการตั้งเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ เพราะมันสำคัญกว่าที่คุณจะรู้ว่าคุณต้องการอะไร

คุณควรสร้างเป้าหมายใน 3 ด้าน การงาน ครอบครัว และสังคม
หลังจากนั้น ให้จินตนาการตัวตนเองอย่างชัดเจนที่สุด ว่าอีก 10 ปีข้างหน้าคุณต้องการจะเป็นแบบไหนในแต่ละด้าน

ในด้านการงาน ผู้เขียนแนะนำว่าควรปล่อยให้ตัวเองทำตามความปรารถนา เพราะถ้าคุณไม่ได้ทำในสิ่งที่คุณหลงใหล คุณก็จะได้ผลลัพธ์ที่ปานกลางเท่านั้น

แต่แน่นอนว่าการมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่แล้ว ก็ต้องมีการวัดความคืบหน้าระยะสั้น เพราะเป้าหมายใหญ่ก็คือเป้าหมายเล็กที่รวมกัน
เป้าหมายเล็กที่ดีคือ 30 วัน เพราะมันเล็กพอที่จะเห็นความคืบหน้าได้ง่าย
แต่บางครั้งมันอาจจะพาคุณไปในทางอ้อม คุณก็ไม่ควรต่อต้านมัน เพราะความสำเร็จมันไม่ใช่เป็นเส้นตรง

ในการไปถึงเป้าหมาย คุณก็ควรลงทุนในตัวเอง ไม่ใช่เพื่อได้ประกาศนียบัตร แต่เป็นการขยายความคิดเพื่อได้รับสิ่งใหม่ๆอยู่เสมอ


คิดเหมือนกับเป็นผู้นำ

บ่อยครั้ง ความสำเร็จและการเป็นผู้นำ เป็นสิ่งที่ควบคู่กัน เพราะคุณจะต้องได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้างให้ไปสู่ความสำเร็จ

มี 4 หลักการที่จะช่วยคุณพัฒนาความเป็นผู้นำ

(1) การเป็นผู้นำอาจจะทำให้ขาดความเข้าใจกับคนที่อยู่ภายใต้
ให้คุณลองคิดว่าคุณอยู่ในสถานการณ์ของพวกเขา เพื่อที่จะสร้างความเข้าใจว่าการตัดสินใจของคุณกระทบกับพวกเขาอย่างไร หรือพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอะไร

(2) ภายในองค์กรอาจจะมีกฎเกณฑ์มากมาย ที่ทำให้ขาดความเป็นมนุษย์ในการมีปฏิสัมพันธ์
คุณควรแสดงความเป็นมนุษย์และความห่วงใยในการรับมือกับแต่ละสถานการณ์ เพราะมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะได้การร่วมมือ

(3) ถ้าจะให้เกิดความพัฒนา คุณต้องเป็นตัวอย่างในการสร้างความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการวางมาตรฐานที่สูง และสนับสนุนให้ทุกฝ่ายปรับปรุง

(4) การเป็นผู้นำจะเรียกร้องเวลาและความสนใจจากคุณอย่างมาก แต่มันก็สำคัญที่จะต้องสร้างเวลาให้กับตัวเองที่ไม่ถูกรบกวน เพื่อที่จะวางแผนภาพรวม และปลดปล่อยความคิดสร้างสรรค์


ท้ายสุด

ท้ายสุดนะครับ เราทุกคนมีเป้าหมายที่แตกต่างกัน และการปรับปรุงความคิดและทัศนคติ จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายนั้นได้
ในตอนที่คุณไม่แน่ใจ ให้คิดเสมอว่าคุณมีมากกว่าที่คุณคิด และสิ่งที่คุณมี มันเพียงพอที่จะให้คุณประสบความสำเร็จได้
ที่สำคัญที่สุด คือคุณจะต้องมีความเชื่อ เพราะไม่ว่าคุณจะคิดว่าคุณทำได้หรือไม่ได้ มันก็จะเป็นไปตามนั้น


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD