[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือที่จะมาเล่าให้ฟังวันนี้นะครับ Bullshit Jobs: A Theory
ขอแปลแบบสุภาพนะครับ “ทฤษฎีงานไร้สาระ”

เขียนโดย David Graeber เขาเป็นนักมานุษยวิทยาเจาะจงด้านเศรษฐศาสตร์ และเป็นอดีตศาสตราจารย์ที่ London School Of Economics

ในสังคมปัจจุบัน มีคนจำนวนมากที่ไม่พอใจกับงานของตัวเอง
อาจจะไม่ใช่เพราะคิดว่ามันเป็นงานที่น่าเบื่ออย่างเดียว แต่เป็นเพราะลึกๆแล้วเขาคิดว่างานของเขาไม่ได้เป็นประโยชน์อย่างไร

ปรากฏการณ์งานไร้สาระเกิดขึ้นได้อย่างไรในระบบเศรษฐกิจที่ควรจะมีประสิทธิภาพ? มันมีผลกระทบกับเราอย่างไร? และเราควรจะแก้ไขมันอย่างไร?


ปรากฏการณ์งานไร้สาระ

ปี 1930 นักเศรษฐศาสตร์ที่โด่งดัง John Maynard Keynes คาดเดาว่า ภายในปลายศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีจะพัฒนามากพอ ที่ประชากรในประเทศพัฒนาแล้ว จะทำงานแค่ 15 ชั่วโมงต่ออาทิตย์
การคาดการณ์ด้านเทคโนโลยีค่อนข้างจะถูกต้อง แต่มันกลับการผลักดันให้สร้างงานที่ไม่มีความจำเป็นเพิ่มขึ้น

เกือบ 100 ปีที่ผ่านมา ในประเทศพัฒนาแล้ว งานด้านอุตสาหกรรมและด้านเกษตรกรรม เกือบจะหายไปทั้งหมดเพราะมีการใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้น
และในประเทศที่มีรายได้ปานกลางและต่ำ จำนวนงานด้านนี้ก็ลดลงอย่างมาก
แต่แทนที่นี่จะทำให้ประชากรจำนวนมากมีเวลาว่างไปทำอย่างอื่น กลับมีงานด้าน service, admin และ corporate จำนวนมากมาทดแทน และส่วนมากเป็นงานที่ไร้สาระ

ถ้าพูดกันตามตรง ระบบทุนนิยมที่มีอยู่ในเกือบทุกประเทศ ควรจะทำให้มีพนักงานให้น้อยที่สุดเพื่อลดต้นทุน แต่งานไร้สาระกลับเกิดขึ้นมาได้
ฉะนั้นเหตุผลเบื้องหลังไม่น่าจะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นเกี่ยวกับศีลธรรมและการเมือง

บางคนอาจจะถามว่า แล้วใครควรจะเป็นคนตัดสินว่างานไหนมีประโยชน์หรือไม่?
ประเด็นคือมีคนจำนวนมากที่คิดว่างานของตัวเองไม่เป็นประโยชน์
ในปี 2015 การสำรวจในประเทศอังกฤษและเนเธอร์แลนด์พบว่า เกือบ 40% ของประชากรในทั้งสองประเทศมีความคิดแบบนี้กับงานของตัวเอง


งานไร้สาระคืออะไร?

แล้วงานไร้สาระนี่มันมีลักษณะอย่างไรครับ?

ศาสตราจารย์ได้เสนอนิยามของงานไร้สาระว่า
“งานไร้สาระ คือลักษณะงานรับจ้าง ที่ไม่มีจุดประสงค์ ไร้ความจำเป็น และอาจมีผลกระทบในด้านลบ ที่แม้กระทั่งคนที่ทำงานนั้น ยังหาเหตุผลให้กับตัวงานไม่ได้ แต่เพราะเงื่อนไขของการจ้างงาน จึงจำเป็นต้องแกล้งทำเป็นเห็นด้วย”

ในหนังสือได้ยกตัวอย่างพนักงานบริษัทซับคอนแทรคเตอร์ของกองทัพเยอรมัน
เขาเล่าว่าถ้ามีทหารคนนึงต้องการจะย้ายออฟฟิศ แทนที่ทหารคนนั้นจะขนของแล้วย้ายด้วยตัวเองไปอีกออฟฟิศที่ใกล้ๆกัน
ทหารคนนั้นต้องกรอกแบบฟอร์มแล้วรออนุมัติ หลังจากนั้นจะมีพนักงานขนย้ายที่อาจจะต้องเดินทางหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อมาจัดการการย้ายออฟฟิศให้
จะว่านี่เป็นข้อบกพร่องของการทำงานฝ่ายรัฐก็ไม่ได้ เพราะซับคอนแทรคเตอร์นี้เป็นบริษัทเอกชน
ถึงแม้ว่าพนักงานขนย้ายนี้เห็นว่างานของเขาไม่เป็นประโยชน์และไม่มีความจำเป็น แต่เขาก็ยอมรับอย่างเปิดเผยไม่ได้

จากนิยามที่ให้ไว้ จะสังเกตได้ว่าจะต้องเป็นคนที่ทำงานนั้นเท่านั้นที่จะประเมินได้ เพราะมันไม่มีตัววัดค่าว่างานประเภทไหนเป็นงานไร้สาระ
แต่ผู้เขียนเห็นว่า โดยรวมแล้ว คนส่วนมากน่าจะบอกได้ว่างานของตัวเองมีประโยชน์หรือไม่

มันจำเป็นจะต้องแยกแยะระหว่าง “bullshit jobs” งานไร้สาระ และ “shit jobs” งานที่แย่
งานที่แย่ อาจจะเป็นงานที่มีความยากลำบาก หรือบางกลุ่มในสังคมให้มุมมองในแง่ที่ไม่ดีสักเท่าไหร่
ยกตัวอย่างเช่น งานทำความสะอาด ซึ่งเป็นงานที่มีความจำเป็น
ลองคิดดูนะครับ ถ้าไม่มีพนักงานทำความสะอาด โลกเราจะเป็นอย่างไร

งานบางงานที่เป็นประโยชน์ ก็เริ่มจะมีลักษณะความไร้สาระเพิ่มขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หมอและพยาบาล เริ่มจะมีลักษณะงานด้านอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยเลย

จากการสำรวจคนทำงานในสหรัฐพบว่า เวลาที่เขาอุทิศให้ตัวงานหลักของเขาจริงๆ อยู่แค่ประมาณ 40%
เวลาที่เหลือต้องมาทำด้าน admin หรือเข้าประชุมที่พวกเขาคิดว่าไม่มีความจำเป็น
ซึ่งหมายความว่า เราสร้างงานที่ไม่จำเป็นขึ้นมา แทนที่เราจะใช้เวลานั้นไปทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ หรือที่มีความหมายกับตัวเองจะดีกว่า


ประเภทงานไร้สาระ

ผู้เขียนได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ และได้รับข้อมูลจากคนทั่วไปที่เขียนมาอธิบายงานไร้สาระของพวกเขาเอง

เขาสรุปได้ว่างานไร้สาระแบ่งได้เป็น 5 ประเภท

1. Flunkies หรือคนติดตามหรือคนรับใช้
งานประเภทนี้ มีไว้เพื่อให้คนอื่นดูดีหรือรู้สึกมีความสำคัญ
ในอดีต คนที่ร่ำรวยหรือมีอำนาจ จะล้อมรอบตัวเองด้วยบริวารเพื่อแสดงถึงฐานะของตัวเอง
ถ้าพูดถึงงานปัจจุบัน ตัวอย่างที่ดีคือพนักงานต้อนรับ
บางองค์กรอาจจะไม่มีการติดต่อมากมายขนาดนั้น แต่ถ้าไม่มีพนักงานต้อนรับก็อาจจะทำให้องค์กรดูไม่มีความจริงจัง
มีพนักงานต้อนรับคนนึงเขียนอธิบายว่า วันๆเขารับโทรศัพท์เพียงไม่กี่ครั้ง แล้วก็เติมขนมในถ้วยให้เต็มตลอด
ในบางครั้ง ความสำคัญของคนบางคนอาจจะดูที่จำนวนของลูกน้องที่มี และไม่ใช่จากคุณภาพของตัวงาน

2. Goons หรือนักเลง
งานประเภทนี้ มีลักษณะความดุดันในระดับหนึ่ง และมีอยู่ได้เพราะองค์กรอื่นๆก็มีคนงานประเภทนี้ และถ้าองค์กรตัวเองไม่มีก็อาจจะเสียเปรียบ
ความดุดันในที่นี้ หมายถึงการผลักดัน หรือปกป้องผลประโยชน์ของผู้ว่าจ้าง
ตัวอย่างของงานประเภทนี้คือ
Telemarketer คือพนักงานโทรขายสินค้า
Lobbyist คือกลุ่มโน้มน้าวให้นักการเมืองเปลี่ยนนโยบาย
Corporate lawyer คือกลุ่มทนายที่ดูแลผลประโยชน์ขององค์กร
PR specialist คือพนักงานที่ดูแลภาพลักษณ์ขององค์กร
งานเหล่านี้ บางครั้งอาจจะต้องใช้กลยุทธ์ที่อาจจะดูเหมือนเป็นการหลอกลวง
ยกตัวอย่างเช่นพนักงานอาจจะต้องพยายามขายสินค้าที่คนไม่ต้องการ หรือทนายอาจจะต้องหาช่องโหว่ในกฎหมายเพื่อให้องค์กรรอดพ้นความผิด
นี่คือเหตุผลที่ทำให้พนักงานบางคนมีความรู้สึกขัดแย้งภายใน

3. Duct tapers หรือคนแปะเทป
งานประเภทนี้ มีเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดที่ไม่ควรมีภายในองค์กร
ถ้าความผิดพลาดเกิดขึ้นโดยธรรมชาติมันก็โอเคที่จะแก้ไข
แต่บางครั้งความผิดพลาดเกิดจากคนอื่น หรือจากผู้นำที่ไร้ความสามารถ
ระบบที่เป็นปัญหาอาจจะไม่ได้ถูกแก้ไข หรือไม่ผู้นำก็ไม่ต้องการแก้ไข เพราะต้องการมีจำนวนพนักงานมากที่จะทำให้องค์กรดูมีความยิ่งใหญ่ขึ้น

4. Box tickers หรือคนตรวจสอบ
งานประเภทนี้ มีเพื่อทำให้องค์กรสามารถอ้างได้ว่า ตัวเองได้ทำสิ่งที่สมควรทำแล้ว ทั้งๆที่อาจจะไม่ได้ทำอะไรเลย
ยกตัวอย่างเช่น มีพนักงานบ้านพักคนชราอธิบายว่า หัวหน้าเขาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบว่า คนชราที่เข้ามาพัก ต้องการกิจกรรมบันเทิงประเภทไหน แต่การสำรวจ ทำให้คนชรารำคาญซะมากกว่า
นี่คือปัญหาของงานประเภทนี้ เพราะอาจจะใช้ทรัพยากรในการตรวจสอบมากเกินไป แทนที่จะใช้ทรัพยากรนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเกิดปัญหาที่เป็นเรื่องอื้อฉาว ไม่ว่าจะเป็นในองค์กรใหญ่หรือในฝ่ายรัฐ ก็อาจจะก่อตั้งหน่วยงานเพื่อหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ดูเหมือนว่าปัญหากำลังถูกแก้ไข ซึ่งก็อาจจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างจริงจัง
บางองค์กรก็เคร่งครัดกับการตรวจสอบมาก และให้ความสำคัญกับการทำรายงานที่สวยงาม เพื่อให้ดูมีความสำคัญเกินความเป็นจริง

5. Task masters หรือคนจัดสรรงาน
งานประเภทนี้แบ่งได้เป็น 2 อย่าง
1. อย่างแรกคือจัดสรรงานให้กับคนอื่น ซึ่งจะถูกเรียกว่าเป็นงานไร้สาระในกรณีที่ถ้าไม่มีคนจัดสรรงาน คนอื่นก็ยังสามารถดำเนินงานได้ด้วยตัวพวกเขาเอง
2. อย่างที่ 2 คือสร้างงานให้กับคนอื่น ซึ่งอาจจะมีผลในแง่ลบ และจะถูกเรียกว่าเป็นงานไร้สาระถ้ามัวแต่สร้างงานไร้สาระให้กับคนอื่น และบางครั้งอาจจะสร้างตำแหน่งไร้สาระเพิ่มขึ้นอีก

มันอาจจะไม่ง่ายที่จะจัดประเภทงานไร้สาระ และอาจจะมีงานหลายประเภทที่ทับซ้อนกัน
นอกเหนือจากนั้นแล้ว งานไร้สาระอาจจะเพิ่มงานอื่นๆเพื่อมาสนับสนุนงานประเภทนี้

ท้ายสุด งานไร้สาระยังไม่มีความหมายที่แน่ชัด เพราะยังต้องมี data เพิ่มขึ้น
มันเป็นไปได้ที่คนในสายงานเดียวกัน จะมองประโยชน์ของงานไม่เหมือนกัน
คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการว่าจ้างจะไม่ค่อยเห็นว่า งานไร้สาระจะมีอยู่จริง เพราะเขาคิดว่าระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน จะผลักดันให้องค์กรต้องควบคุมต้นทุนของตัวเอง
แต่ไม่แน่ว่าคนพวกนี้มองไม่เห็นความไร้สาระที่พวกเขาเองได้สร้างขึ้นมา


ทำไมถึงไม่พอใจ?

ก็มีคนจำนวนหนึ่งนะครับ ที่แฮปปี้กับงานที่ไม่ต้องทำอะไรมากแต่ก็ยังได้เงินเดือน
แต่จากที่ผู้เขียนได้รวบรวมข้อมูล เขาเห็นว่านี่เป็นส่วนน้อย และส่วนใหญ่จะมีความไม่พอใจ และก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
นี่อาจจะหมายความว่า เราเข้าใจธรรมชาติมนุษย์ผิด

คำอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์ส่วนมากจะมาจากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ คือคนเราจะทำน้อยที่สุด เพื่อได้ผลตอบแทนมากที่สุด
แต่นี่อาจจะไม่ถูกต้อง เพราะในสังคมก็ยังมีคนที่มีทรัพยากรมากมาย แต่ก็ยังรู้สึกอยากทำอะไรที่เป็นประโยชน์ และไม่ต้องการอะไรตอบแทน

เหตุผลเบื้องหลังอาจจะเป็นเพราะว่า มนุษย์เราต้องการรู้สึกว่าเรามีอิทธิพลกับสิ่งรอบข้าง และควบคุมมันได้
การที่เราทำงานไร้สาระ ก็จะผิดกับความต้องการนี้ และทำให้รู้สึกไม่พอใจ

ปัญหาหลักๆที่ทำให้คนรู้สึกแย่ในการทำงานไร้สาระ คือความรู้สึกไร้จุดประสงค์และหลอกลวง
การหลอกลวงรวมไปถึงการถูกบังคับให้เสนอสิ่งที่ลูกค้าอาจจะไม่จำเป็น
หรือหลอกลวงผู้ว่าจ้างว่ากำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ ถึงแม้ผู้ว่าจ้างจะรับได้ก็ตาม

รูปแบบของการทำงานของมนุษย์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างมาก
ในสมัยที่มนุษย์ยังทำการเกษตร จะมีช่วงเวลาที่ทำงานหนัก และจะมีช่วงที่มีงานเบา และไม่ค่อยจะมีคนดูแลหรือควบคุม
สมัยนี้คนเราทำงานทั้งวัน และก็ยังมีบางช่วงที่ไม่ค่อยมีอะไรทำ
แต่ผู้ว่าจ้างจะไม่ค่อยพอใจกับสิ่งนี้ เพราะคิดว่า เขาได้ซื้อเวลาของพนักงานมาแล้ว และจะคอยหางานเพิ่มเติมให้ทำถึงแม้ว่าจะไม่เป็นประโยชน์ก็ตาม
แนวคิดของการเป็นเจ้าของเวลาคนอื่น เกิดขึ้นจากการประดิษฐ์นาฬิกา จึงทำให้แบ่งเวลาเป็นหน่วยที่วัดได้
แต่มันก็ยังผิดกับธรรมชาติมนุษย์ที่ต้องการบงการเวลาของตัวเองได้

ทั้งหมด มีผลกระทบด้านจิตวิทยาและด้านร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกโมโห ลดความรู้สึกเป็นส่วนร่วม และลดความอดทน และยังเพิ่มความเครียด และอาจจะนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า


ทำไมงานไร้สาระมีเพิ่มมากขึ้น?

ในเมื่อมีผลกระทบด้านลบค่อนข้างจะมาก แต่ทำไมคนถึงมองไม่เห็นว่ามีงานไร้สาระเพิ่มขึ้นล่ะครับ?

เหตุผลแรก อาจจะเป็นเพราะคนส่วนมากคิดว่า ระบบทุนนิยมจะหยุดยั้งไม่ให้เกิดงานที่ไม่มีประโยชน์ได้

อีกหนึ่งเหตุผล คือการเปลี่ยนโครงสร้างประเภทงาน
อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ มีงาน service เพิ่มมากขึ้น
แต่ที่คนส่วนมากไม่ได้คำนึงถึง คือ service พวกนี้ ไม่ได้เป็นรูปแบบการบริการ แต่เป็นรูปแบบงาน admin หรือ corporate ซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งลักษณะความไร้สาระ จะเกิดขึ้นในงานประเภทนี้

เหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมงานไร้สาระมีเพิ่มขึ้น อาจจะมีการผลักดันด้านการเมือง

ถ้าลองฟังผู้นำประเทศนะครับ เขาจะพูดถึงการจ้างงานบ่อยมาก และจะเอียงไปทางนโยบายที่ให้มีจำนวนงานเพิ่มขึ้น
ยกตัวอย่างนะครับ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ Barack Obama เขาบอกว่า
การพัฒนาระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายอย่างมหาศาลก็จริง แต่จำนวนพนักงานก็จะลดลงเป็นหลักล้าน แล้วพวกเขาจะไปทำงานที่ไหน
ความคิดแบบนี้ก็คงมีอีกในหลายๆประเทศ

ในด้านธุรกิจ ยังมีสิ่งที่ผู้เขียนเรียกว่า managerial feudalism ผมขอแปลว่า ระบบศักดินาด้านการบริหาร นะครับ

ในอดีต ระบบศักดินา เป็นรูปแบบจัดสรรผลประโยชน์
คนที่เป็นคนชั้นแรงงาน ก็ต้องแบ่งผลผลิตให้กับขุนนาง เพื่อแลกเปลี่ยนกับการคุ้มครองและอย่างอื่น
ขุนนางก็ต้องแบ่งผลประโยชน์ให้กับบริวาร เพื่อเพิ่มอำนาจให้กับตัวเอง
ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างผู้ชายคนหนึ่งที่อธิบายว่า
เขาเคยเสนอกับผู้บริหารระดับสูง ว่าเขาสามารถสร้าง software ที่จะแก้ไขปัญหา ซึ่งจะช่วยลดพนักงานของผู้บริหาร
แต่ผู้บริหารก็ปฏิเสธ ทั้งๆที่มันจะเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กร
เขาอาจต้องการเพิ่มความสำคัญให้กับตัวเอง
หรือเห็นว่า การมีพนักงานจำนวนมากในองค์กร ก็อาจจะผลักดันนโยบายภาครัฐได้
ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจจะต้องยื่นมือช่วย ถ้าบริษัทขนาดใหญ่ ประสบปัญหาการเงิน


ทำไมสังคมไม่ต่อต้าน?

ทัศนคติเกี่ยวกับการทำงานที่เรามีอยู่ สามารถเชื่อมโยงไปถึงความเชื่อในอดีต

ชาวคริสเตียนบางกลุ่มในอดีต เห็นว่าการทำงาน เป็นการทำโทษ และเป็นการไถ่บาป
จึงทำให้การทำงานเป็นสิ่งมีคุณค่าในตัวมันและไม่เกี่ยวกับผลลัพธ์ที่ได้

ในช่วงยุคกลางที่ยุโรป (Medieval Europe) เด็กวัยรุ่นส่วนมาก จะต้องอุทิศตัวเองให้กับผู้อื่นในการเรียนรู้ทักษะอะไรสักอย่าง
ซึ่งเปรียบเสมือนกันเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นผู้ใหญ่

ในช่วงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) นักปรัชญาชาวสกอตแลนด์ Thomas Carlyle ได้กล่าวว่า
เราไม่ควรเห็นการทำงานเป็นการสนองความต้องการที่จะได้สิ่งของ แต่มันเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแก่นแท้ของชีวิต
นอกเหนือจากนั้นแล้ว การทำงานยังเป็นการเสียสละและโชว์คาแรคเตอร์ของตัวเอง

คนส่วนมากก็ยอมรับความคิดนี้ และก็สืบทอดมาถึงปัจจุบัน
เดี๋ยวนี้ เราจะมองคนที่ไม่ทำงานในแง่ลบที่ไม่ส่งเสริมการพัฒนาสังคม

ทั้งหมดนี้ ทำให้เราเห็นการทำงานเป็นสิ่งที่ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นงานที่ไร้สาระก็ตาม

เรามีทางเลือกอื่นไหม?

แล้วมันมีวิธีการลดงานไร้สาระไหมครับ?

ถึงแม้ว่าคนหลายคนจะเห็นว่ามีงานจำนวนมากที่เป็นงานไร้สาระ ก็ใช่ว่าเขาจะเห็นว่ามันเป็นปัญหา
ผู้นำประเทศ อาจจะไม่ต้องการลดจำนวนการจ้างงาน เพราะจะมีผลกระทบด้านการเมือง
องค์กรธุรกิจ ก็อาจจะทำเงินได้จากงานไร้สาระเหล่านี้ และจำนวนพนักงานก็ทำให้องค์กรดูมีความยิ่งใหญ่
ตัวพนักงานบางคน ก็อาจจะโอเคที่จะได้เงินตอบแทนโดยที่ไม่ต้องทำงานอะไรมาก หรือถ้าเขาไม่ทำงานแล้วเขาจะอยู่รอดได้อย่างไร หรืออาจจะคิดไม่ออกว่าจะไปทำอะไร

ผู้เขียนเห็นว่า Universal Basic Income UBI อาจจะเป็นทางออกที่ดี
แนวคิดของ UBI ก็คือ ประชากรผู้ใหญ่ทุกคน จะได้รับเงินขั้นต่ำในการดำรงชีวิตทุกเดือนจากรัฐบาลโดยไม่มีเงื่อนไข
ผลลัพธ์ที่ได้ คืออำนาจจะไปอยู่ที่คนทั่วไป มากกว่ากลุ่มบางกลุ่ม
คนทุกคนก็จะมีอิสรภาพมากขึ้น และไม่จำเป็นจะต้องทำงานที่ไม่มีความหมาย และจำนวนงานประเภทนี้ก็จะลดลง
และอาจจะนำไปสู่ความเท่าเทียมที่ทุกคนจะสามารถจะทำในสิ่งที่มีความหมายกับตัวเองอย่างแท้จริง


ในไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ผมก็ได้ยินเกี่ยวกับ Universal Basic Income บ่อยครั้งนะครับ
แต่ก็ไม่ค่อยมีความแน่ชัดว่าจะดำเนินนโยบายนี้อย่างไร และก็ยังมีบางส่วนในสังคมที่ต่อต้าน


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ


ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD