[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Barking Up The Wrong Tree: The Surprising Science Behind Why Everything You Know About Success Is (Mostly) Wrong เขียนโดย Eric Barker
แปลก็คือ “เห่าขึ้นผิดต้น” หมายถึงการที่มุ่งมั่นไปในสิ่งที่อาจจะไม่ถูกต้อง
ซึ่งในเล่มนี้คุณ Eric จะเล่าถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังหลากหลายปัจจัยของความสำเร็จที่เราอาจจะเข้าใจผิดมาตลอด และจะมีข้อแนะนำให้ด้วยนะครับ


ควรทำตามกฎเกณฑ์หรือไม่?

สิ่งแรกที่จะพูดถึงนะครับ คือการทำตามกฎเกณฑ์จะช่วยให้ประสบความสำเร็จได้มากขนาดไหน?

มีงานวิจัยจาก Boston College ที่ติดตามนักเรียนมัธยมที่มีผลการเรียนดีเด่น โดยรวมแล้วหลังจากจบมัธยมเด็กนักเรียนดีเด่นส่วนมากก็ได้เรียนต่อระดับปริญญาโทขึ้นไปและได้ตำแหน่งการงานที่ดี แต่น้อยคนนักที่ได้ไปทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือเปลี่ยนโลก
เหตุผลหลักคือระบบการศึกษาจะให้รางวัลกับนักเรียนที่ทำตามกฎเกณฑ์ ในขณะที่นักเรียนที่ชอบเรียนรู้ในสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรหรือไม่ชอบอยู่ในกรอบก็อาจจะวางตัวลำบาก
แต่ชีวิตจริงไม่มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวและนักเรียนดีเด่นอาจจะปรับตัวได้ยากกว่า

หนึ่งในผู้นำที่ไม่ชอบอยู่ในกรอบคืออดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Winston Churchill
เขาเป็นคนขี้หวาดระแวงซึ่งเป็นปัญหาในช่วงแรกที่เขาเป็นนักการเมือง แต่ในช่วงสงครามกลับเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้อังกฤษสามารถสู้รบได้ โดยเฉพาะเขาเห็นว่า Adolf Hitler จะเป็นปัญหาก่อนที่คนอื่นจะเห็น
งานวิจัยของมหาวิทยาลัย Harvard พบว่าผู้นำแบ่งได้เป็น 2 ประเภท “filtered” คือถูกคัดกรองแล้วและ “unfiltered” คือยังไม่ได้ถูกคัดกรอง
ผู้นำที่ถูกคัดกรองจะทำตามกฎเกณฑ์และอยู่ในขอบเขตและไต่เต้าตามลู่ทางที่วางไว้
ผู้นำที่ไม่ได้ถูกคัดกรองส่วนมากจะเข้ามาได้โดยปัจจัยที่คาดไม่ถึง และเมื่อเป็นผู้นำแล้วก็อาจจะทำสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ บ่อยครั้งผู้นำประเภทนี้จะมีผลในแง่ลบ แต่ก็มีบางคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือประเทศในทางบวกอย่างไม่น่าเชื่อ
เหตุผลหลักคือพวกเขาอาจจะมีลักษณะที่เป็นจุดอ่อนในสภาวะทั่วไป แต่ถ้าอยู่ในสภาวะเหมาะสมก็จะกลายเป็นจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่ได้ทันที
เขาเรียกผู้นำประเภทนี้ว่า “Intensifiers” แปลคร่าวคร่าวว่า “คนที่เพิ่มความเข้มข้น”

แน่นอนว่าก็มีบางบุคคลที่เป็นข้อยกเว้น แต่โดยรวมแล้วคนที่อยู่ตรงค่าเฉลี่ยอาจจะไม่ได้ความสำเร็จอย่างสูงสุดแต่ก็ไม่น่าจะล้มเหลวเช่นกัน ในขณะที่คนประเภท “intensifier” อาจจะมีจุดอ่อนเยอะมากและอาจมีโอกาสล้มเหลวสูง แต่ถ้าอยู่ในสภาวะที่ถูกต้องก็อาจจะเปลี่ยนโลกได้

งานวิจัยยังแนะนำว่าคุณจะต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าคุณชอบทำตามกฎเกณฑ์หรือคุณไม่ชอบอยู่ในกรอบที่วางไว้
หลังจากนั้นคุณจะต้องหาที่ที่ให้ความสำคัญกับลักษณะของตัวคุณ


เป็นคนดีแล้วได้ดีไหม?

มิติต่อไปเกี่ยวกับความสำเร็จคือถ้าเป็นคนดีแล้วจะได้ดีไหม?

จากรายงาน Harvard Business Review พบว่าคนที่มีนิสัยเห็นด้วยกับผู้อื่นสูงได้เงินเดือนน้อยกว่าคนที่มีนิสัยชอบต่อต้าน และคนที่มีความอบอุ่นยังถูกมองว่าไร้ความสามารถ ในขณะที่คนที่เห็นแก่ตัวกลับได้เลื่อนตำแหน่งเร็วกว่า
เหตุผลหลักอาจจะเป็นเพราะคนพวกนี้กล้าผลักดันความต้องการของตัวเอง แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะเห็นแก่ตัวเพราะสังคมจะเดินหน้าได้ยาก

ผู้เขียนยกตัวอย่างแก๊งเรือนจำและโจรสลัด
มันฟังดูแปลกนะครับที่จะใช้ตัวอย่างอาชญากรแต่โลกที่คนกลุ่มนี้อยู่มีความโหดร้ายอย่างมากจึงทำให้พวกเขาเข้าใจความสำคัญของการไว้ใจและการร่วมมือกัน เพราะถึงแม้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะเป็นเรื่องผิดกฎหมายแต่อย่างน้อย 2 สิ่งนี้จะสร้างโครงสร้างที่ลดความยุ่งเหยิงได้
ฉะนั้นความร่วมมือและการไว้ใจกันเป็นสิ่งจำเป็นในระยะยาว

จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ Adam Grant พบว่าในระยะยาวคนประเภท “taker” หรือ “ผู้รับ” โดยเฉลี่ยแล้วอาจประสบความสำเร็จมากกว่าคนประเภท “giver” หรือ “ผู้ให้” เพราะคนเป็นผู้ให้อาจถูกเอาเปรียบมากเกินไปจนทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ
แต่เขายังพบอีกว่าคนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดนั้นจะเป็นประเภท “ผู้ให้” มากกว่า “ผู้รับ” และพวกเขายังมีความสุขมากกว่าอีกด้วย
คนประเภท “ผู้ให้” จะประสบความสำเร็จได้จะต้องเพิ่งคนอีกประเภทที่เรียกว่า “matcher” คือคนที่มีความสมดุลระหว่างให้และรับ ซึ่งคนประเภทนี้จะคอยปกป้องผู้ให้ไม่ให้ถูกเอาเปรียบมากเกินไป
งานวิจัยเพิ่มเติมพบว่าวิธีร่วมมือที่ดีที่สุดคือการยื่นหมูยื่นแมว คือถ้าเขาทำดีมาก็ทำดีกลับแต่เราไม่ควรเป็นคนแรกที่ผิดคำพูด

ผู้เขียนมีข้อแนะนำในการเป็นคนใจกว้างและยังประสบความสำเร็จ
1. เลือกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ถ้าภายในกลุ่มหรือองค์กรมัวแต่แก่งแย่งชิงดีกัน ก็อาจจะไม่เหมาะกับการเป็นผู้ให้
2. ร่วมมือก่อน คุณควรเป็นผู้ให้ก่อนอย่างเช่นเสนอความร่วมมือหรือยื่นมือช่วยเพราะอีกฝ่ายจะรู้สึกอยากให้คืน
3 อย่าให้มากจนเกินไป เพราะอาจจะถูกเอาเปรียบได้
4. ตั้งใจทำงานแต่ให้หัวหน้ารับรู้ด้วย ทำงานหนักอย่างเดียวอาจไม่ได้ประโยชน์ คุณต้องแน่ใจว่าหัวหน้าได้รับรู้ผลงานของคุณด้วย
5. มองระยะยาว การร่วมมือและไว้ใจกันจะเป็นประโยชน์ในระยะยาวมากกว่า คุณควรส่งเสริมให้คนอื่นมองแบบเดียวกัน
6. ให้อภัย บางครั้งคนเราอาจจะทำผิดพลาดฉะนั้นควรให้อภัยและสร้างความร่วมมือกันใหม่


ควรยอมแพ้หรือไม่?

เราได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคนที่มีความตั้งใจและความทรหดอดทนหรือ “grit” จนประสบความสำเร็จ

หนึ่งในการฝึกฝนที่ยากที่สุดในกองทัพสหรัฐคือหน่วย Navy Seal ซึ่งน้อยคนนักที่จะผ่าน
จากการสำรวจพบว่ากลุ่มทหารที่ฝึกฝนสำเร็จเขาใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “positive self-talk” คือการพูดให้กําลังใจตัวเองในเชิงบวกเพื่อผลักดันตัวเองจนทำได้
การมองโลกในแง่ดีมีประสิทธิภาพอย่างมากเพราะเป็นการสร้างเรื่องราวที่บอกว่าเราควบคุมชีวิตเราได้และจะทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น และในสถานการณ์ที่หดหู่ก็อาจจะช่วยให้กล้ามีชีวิตต่อไป

ความมหัศจรรย์ของสมองคนเราคือการจินตนาการอย่างไม่สิ้นสุดซึ่งรวมไปถึงเรื่องที่ไม่ใช่ความจริง แต่ตราบใดที่มันทำให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ก็โอเค
ในปี 1985 ชายนามว่า Joe Simpson ได้ประสบอุบัติเหตุปีนเขาที่ประเทศเปรู เขาทั้งบาดเจ็บและติดอยู่คนเดียว แต่เขาจินตนาการว่าเขากำลัง “เล่นเกม” และฟ่าฟันทีละด่าน จนในที่สุดเขาก็รอดมาได้
การสร้าง “เกม” อย่างมีประสิทธิภาพในด้านอื่นของชีวิตจะต้องมี
1. ลักษณะที่สามารถชนะได้
2. มีความทักทายเพียงพอ
3. เป้าหมายชัดเจน
4. และเห็นผลตอบรับได้ทันที

การมีความอดทนในเรื่องที่คุณแน่ใจว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณนั้นเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งการเลิกทำสิ่งอื่นที่ก็ไม่ใช่ปัญหา และยิ่งถ้าคุณเปลี่ยนเป้าหมายก็ไม่ควรอดทนทำสิ่งเดิม
บางครั้งการเลิกราบ่อยๆก็อาจมีผลดี จากงานวิจัยพบว่าคนที่ทดลองทำสิ่งใหม่ๆอยู่บ่อยๆและไม่ท้อใจกับความล้มเหลวจะพบโอกาสดีๆมากขึ้น ฉะนั้นถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญ คุณควรทดลองทำสิ่งใหม่ๆอยู่เรื่อยๆ

แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความฝันที่เราวาดภาพไว้สวยงามเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ?
ผู้เขียนแนะนำวิธีที่เรียกว่า WOOP ที่ย่อมาจาก
Wish ความใฝ่ฝัน
Outcome ผลลัพธ์
Obstacle อุปสรรค
Plan วางแผน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าความฝันและผลลัพธ์ที่คุณต้องการ คืออยากเป็นเชฟในร้านอาหารชื่อดัง อุปสรรคคือคุณทำอาหารไม่เป็น และคุณอาจวางแผนไปเรียนทำอาหาร ซึ่งถ้าคุณยังรู้สึกต้องการอยากทำจริงๆก็ถึงเวลาใช้อดทนและเดินหน้า แต่ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ผิดที่จะเลิกรา

ผู้เขียนมีข้อแนะนำเกี่ยวกับการอดทน
1. ถามตัวเองว่าคุณค้นพบสิ่งที่คุณต้องการหรือยัง ถ้ายังก็ใช้ระบบ WOOP เพื่อพิจารณา หรือหาประสบการณ์ในหลายๆด้านให้มากที่สุด
2. หลังจากนั้นคุณก็ควรใช้ความทรหดอดทนและอุทิศเวลาให้กับสิ่งนั้นให้มากที่สุด คุณควรสร้างเรื่องราวที่มีความหมายและที่มองโลกในแง่บวก และออกแบบ “เกม” ที่เหมาะสมเพื่อผลักดันตัวเองให้ไปถึงเป้าหมาย

ผมแนะนำให้ไปอ่านและชมรีวิวหนังสือ GRIT เพิ่มเติมนะครับ


Connection มีความสำคัญขนาดไหน?

เราคงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการมี “connection” ก็มีส่วนสำคัญในความสำเร็จ
จากงานวิจัยพบว่าคนประเภท “extrovert” หรือคนที่เข้ากับคนอื่นได้ง่าย จะมีความพอใจกับสายงานมากกว่า ได้เงินเดือนสูงกว่า และไต่เต้าได้เร็วกว่า
แต่คนประเภท “introvert” หรือว่าคนเก็บตัว ก็มีข้อดีเช่นกัน เพราะการที่เขาเก็บตัวจะทำให้มีโอกาสฝึกฝนจนเป็นผู้เชี่ยวชาญได้มากกว่า และถึงแม้ว่าคนประเภท extrovert ดูเหมือนจะเป็นผู้นำที่ดี แต่ในระยะยาวคนประเภท introvert จะเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพมากกว่า
ข้อดีคือ ทักษะการเข้าสังคมเป็นสิ่งที่เรียนรู้ได้ แต่หลายคนอาจรู้สึกไม่ดีถ้าจะรู้จักคนใหม่ๆเพื่อผลประโยชน์อย่างเดียว
วิธีที่ดีกว่าคือควรมองว่าเป็นการสร้างเพื่อนใหม่ๆ ซึ่งมีขั้นตอนพื้นฐานง่ายๆ
1. คือหาความสนใจที่คล้ายกัน
2. เปิดรับฟังและสนับสนุน
3. เป็นผู้ให้และแบ่งปัน
4. รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่าๆ
5 หาเวลาพบปะ
6. ถามทุกข์สุขเป็นช่วงช่วง
7. และท้ายสุดหาเพื่อนที่มีเพื่อนเยอะ

นอกจากการมีเพื่อนใหม่ๆแล้ว คนอีก 1 ประเภทที่ควรมีคือ “mentor” หรือคนที่ให้คำปรึกษา
จากการสำรวจพบว่าผู้บริหารระดับสูงส่วนมากจะมี mentor ซึ่งช่วยให้พวกเขามีความพอใจในการงานและประสบความสำเร็จมากกว่า
เหตุผลหลักที่ mentor มีความสําคัญคือมีความรู้และประสบการณ์มากกว่าและผลักดันให้เราพัฒนามากขึ้น
ในการแสวงหา mentor คุณจะต้องพัฒนาตัวเองให้มีความเหมาะสมซะก่อน หลังจากนั้นจะต้องเรียนรู้จากพวกเขาให้ได้มากที่สุด
คุณไม่จำเป็นต้องมี mentor แค่คนเดียว และไม่ว่าคุณจะมีความสามารถขนาดไหนคุณสามารถเรียนรู้จากผู้อื่นได้เสมอ และถ้าเป็นไปได้คุณก็ควรเป็น mentor ให้กับผู้อื่นด้วยเช่นกัน

การมีความสัมพันธ์ทางสังคม บางครั้งอาจจะเจอสถานการณ์ที่เข้าใจผิดกัน
สิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์แบบนี้คือใช้ “empathy” หรือการเห็นอกเห็นใจ
คุณจะต้องมีความใจเย็น และรับฟังอย่างจดจ่อ หลังจากนั้นคุณจะต้องเข้าใจว่าอีกฝ่ายรู้สึกอย่างไร และตั้งคำถามเพื่อให้เขาคิดและหาทางออกด้วยกันได้

สรุปแล้วคุณต้องเข้าใจตัวเองว่าคุณเป็นคนเก็บตัว เข้ากับคนได้ง่าย หรืออยู่ตรงกลาง
คุณควรเปลี่ยนมุมมองว่าการสร้าง connection คือการสร้างเพื่อนใหม่ แต่ควรเป็นทั้งผู้เรียนรู้และเป็นผู้ให้
และท้ายสุดคนรอบข้างจะมีอิทธิพลกับตัวคุณ ฉะนั้นคุณควรล้อมรอบตัวเองกับคนดีๆ


ความเชื่อมั่นสูงดีจริงหรือ?

มันไม่น่าแปลกใจนะครับที่คนที่มีความเชื่อมั่นสูงจะมีแนวโน้มมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขารู้สึกว่าควบคุมชีวิตได้และมีสุขภาพจิตที่ดีกว่าจึงกล้าทำในสิ่งที่ท้าทาย
จากงานวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่าการ “fake it til you make it” หรือว่าแกล้งทำจนกว่าจะทำได้ ยังมีผลกระทบที่ดีกับตัวเราในระดับหนึ่ง แต่การมีความมั่นใจสูงจนอันตรายก็จะเป็นปัญหา

นักคาราเต้นามว่า Yanagi Ryuken อ้างว่าเขาสามารถชนะคู่ต่อสู้ได้โดยใช้กำลังภายใน
เขาเชื่อมั่นกับความสามารถของตัวเองมากจนรับคำท้า แต่ก็พ่ายแพ้อย่างยับเยิน
การมีความเชื่อมั่นมากเกินไปอาจทำให้แยกแยะไม่ออกว่าอะไรเป็นเรื่องจริงและเรื่องหลอกลวง และมันทำได้ยากที่จะแกล้งไปตลอดว่าตัวเองมีความสามารถ ซึ่งอาจจะเสียความไว้ใจจากคนอื่นเมื่อความจริงปรากฏ

ความมั่นใจสูงอาจเป็นปัญหามากกว่าการไร้ความสามารถ ซึ่งจะเกิดกับคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญซะส่วนใหญ่เพราะเขาอาจไม่สามารถมองข้ามขีดจำกัดของความสามารถตัวเอง
จากงานวิจัยพบว่าการตัดสินใจผิดพลาดของผู้บริหารระดับสูงสามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้ามองความเป็นจริง
ปรากฏการณ์ที่คนเราคิดว่ารู้มากกว่าความเป็นจริงเรียกว่า “Dunning-Kruger Effect
นอกเหนือจากนั้นแล้วการมีความเชื่อมั่นสูงก็อาจทำให้รู้สึกว่ามีอำนาจซึ่งอาจทำให้มีพฤติกรรมทางด้านลบมากขึ้น

การมีความมั่นใจน้อยก็มีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะจะไม่หลอกลวงตัวเองและจะยอมรับความผิดพลาด ซึ่งจะเปิดรับสิ่งใหม่ๆเพื่อเปลี่ยนแปลงและเรียนรู้
แต่ก็ไม่ใช่มีความมั่นใจน้อยจนมองโลกในแง่ร้าย คุณจะต้องบวกความทะเยอทะยานและจุดประสงค์เข้าไปเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากสุด

ในเมื่อมันมีทั้งข้อดีและข้อเสียทั้งคู่ มีงานวิจัยที่เสนอว่าแทนที่จะมองความมั่นใจให้มองเป็น “self-compassion” หรือการเห็นใจตนเองจะดีกว่า
มันเป็นการยกโทษตัวเองเมื่อทำพลาดเพื่อปรับปรุงได้และหยุดหลอกลวงตัวเองเมื่อทำสำเร็จ
คุณสามารถพัฒนา self-compassion โดยการพูดคุยกับตัวเองและยอมรับข้อผิดพลาดตามความจริงและหาวิธีปรับปรุง

สรุปแล้วนะครับ คุณควรมีความเห็นใจตนเองและเข้าใจระดับความมั่นใจของตัวเองอย่างเหมาะสม ถ้าคุณต้องการเพิ่มความมั่นใจจริงๆคุณไม่ควรแกล้งทำแต่ควรได้มันมาจากความสามารถตัวเองจริงๆจะดีที่สุด


ทำงานหนักหรือหาความสมดุล?

สิ่งสุดท้ายที่จะพูดถึงนะครับคือการทำงานหนัก แต่มันจะนำไปสู่ความสำเร็จเสมอไปหรือเปล่า?

จากการสำรวจนะครับ คนที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในเกือบทุกๆด้านจะสร้างผลงานออกมามากกว่าเพื่อนร่วมสาขาซึ่งทำให้เขามีผลงานที่โดดเด่นมากกว่าเฉลี่ยอย่างมาก
จะทำแบบนี้ได้เขาต้องใช้เวลาลงมือทำและผลักดันขอบเขตตัวเองมากกว่าคนอื่นด้วยเช่นกัน
แต่ข้อเสียของการทำงานหนัก คือมันอาจจะเพิ่มความเครียด โดยเฉพาะถ้าเป็นงานที่คุณไม่ชอบ และนอกเหนือจากนั้นแล้วมันจะเพิ่มความเหนื่อยล้าและอาจจะมีผลกระทบในด้านลบกับความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อนฝูง
สิ่งที่ผู้เขียนแนะนำคือจะต้องเพิ่มความสนุกสนานในการทำงานและต้องพักผ่อนอย่างพอควร และต้องคำนึงว่าทำงานอย่างฉลาดดีกว่าทำงานอย่างหนักเกิน
และถ้าคุณได้ทำในสิ่งที่คุณคิดว่ามีความสำคัญกับคุณและคุณมีความชำนาญมันจะทำให้คุณมีความสุขได้

สมัยก่อนคนเราไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องทำงานหนักขนาดนี้นะครับ
สมัยนี้คนเรามีตัวเลือกเพิ่มขึ้นในทุกๆด้าน ซึ่งทำให้มีความคาดหวังมากขึ้นและมีความกดดันให้สำเร็จมากขึ้น
แต่มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะได้ทุกอย่าง ฉะนั้นคุณจะต้องตั้งความหมายของความสำเร็จให้กับตัวเองและต้องคำนึงว่าความสำเร็จไม่ใช่เป็นสิ่งเดียวที่มีคุณค่า
จากงานวิจัยพบว่ามี 4 ตัววัดค่าของชีวิตที่สำคัญที่สุด
1. Happiness ความสุข
2. Achievement ความสำเร็จ
3. Significance การมีอิทธิพลด้านบวกกับคนที่คุณห่วงใย
4. Legacy การก่อตั้งค่านิยมที่จะช่วยให้คนอื่นสร้างความสำเร็จได้ในอนาคต
คุณควรให้ความสำคัญกับทั้ง 4 อย่างนี้อย่างเหมาะสม และวางแผนที่จะหาความเพียงพอในทุกๆด้านเพื่อที่คุณจะได้มีชีวิตที่เติมเต็ม

ท้ายสุดแล้วนะครับคำว่าความสำเร็จมีความหมายที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละคน
ความสำเร็จไม่ได้มาจากปัจจัยปัจจัยเดียวแต่มันเป็นการวางแนวหลายๆปัจจัยให้ตรงกัน และที่สำคัญคือไม่ควรละทิ้งความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ซึ่งทั้งหมดจะช่วยให้คุณมีความสำเร็จทั้งในการงานและในชีวิต


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD