[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Zero to One: Notes On Startup Or How To Build The Future
จาก 0 เป็น 1 วิธีสร้างธุรกิจให้ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง สำหรับคนที่เริ่มต้นจากศูนย์

คนเขียนคือ Peter Thiel ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท PayPal และเป็นผู้ลงทุนในบริษัท Facebook ตั้งแต่ตอนต้น ตอนนี้เขามีมูลนิธิให้ทุนการวิจัยในด้าน AI และด้านสุขภาพ

ผู้เขียนเห็นว่า Bill Gates หรือ Mark Zuckerberg คนต่อไปคงจะไม่สร้างบริษัท software หรือ social media แต่เขาจะทำในสิ่งที่ยังไม่สามารถจินตนาการได้
เขาไม่ได้ตั้งใจให้หนังสือนี้เป็นสูตรลับในการเริ่มบริษัท startup เพราะทุกๆนวัตกรรมจะมีเอกลักษณ์เฉพาะ
แต่เขาจะพูดถึงประสบการณ์ของเขา ทั้งในบทบาทผู้ก่อตั้งและนักลงทุนบริษัท startup
เขาเห็นว่า ความคืบหน้าของเทคโนโลยีช่วงหลังๆ ค่อนข้างจะคงที่ หลายสิ่งที่เราคิดว่าเป็นสิ่งใหม่ เป็นการนำไอเดียที่มีอยู่แล้วมาทำซ้ำมากกว่า
รวมไปถึงองค์กรทุกวันนี้ ถ้าไม่สามารถสร้างสิ่งใหม่ๆได้ในระยะยาว ก็อาจจะล้มเหลว เพราะมันมีอาจจะมีข้อจำกัดในการนำไอเดียเก่ามาปรับปรุง
เทคโนโลยีเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยในด้านนี้ เพราะมันจะผลักดันความสามารถให้ไปถึงขอบเขต


ความท้าทายของอนาคต

ความท้าทายในอนาคต คคือการสร้างเทคโนโลยีใหม่
ทุกครั้งที่ผู้เขียนสัมภาษณ์คนมาสมัครงาน เขาจะถามว่า “อะไรเป็นความจริงที่สำคัญ ที่น้อยคนเห็นด้วยกับคุณ?”
เขาเรียกคำถามนี้ว่า contrarian question หรือว่าคำถามตรงข้าม และมันมีความสำคัญ เพราะถ้าตอบได้ดี อาจจะเห็นสิ่งใหม่ๆได้

เมื่อพูดถึงอนาคต เราทุกคนก็จะหวังกับอนาคตที่มีความก้าวหน้า ซึ่งจะมาใน 2 รูปแบบ
Horizontal progress ความก้าวหน้าแนวราบ เป็นการขยายความคิดที่มีอยู่แล้ว หรือเรียกว่าจาก 1 เป็น n ซึ่งจะเห็นบ่อยและทำได้ง่ายกว่า
Vertical progress ความก้าวหน้าแนวตั้ง เป็นการสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือเรียกว่าจาก 0 เป็น 1 ซึ่งจะจินตนาการได้ยาก
ถ้ามองทั้งสองอย่างแบบมหภาค ความก้าวหน้าแนวราบคือ globalization และแนวตั้งคือ technology
มันเป็นไปได้ที่จะมีความก้าวหน้าในรูปแบบเดี่ยว ทั้ง 2 อย่างพร้อมกัน หรือไม่มีความก้าวหน้าเลย
คนส่วนมากคิดว่า globalization จะนำพาความก้าวหน้าเพราะจะทำให้ประเทศด้อยพัฒนาสามารถตามประเทศอื่นได้ทัน
แต่ผู้เขียนคิดว่าเทคโนโลยีต่างหากที่จะเป็นตัวนำพา เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วความก้าวหน้าจะไม่ยั่งยืน

เทคโนโลยีใหม่ๆส่วนมากจะมาจากคนไม่กี่คนที่มารวมตัวกันและมีอุดมการณ์ที่ต้องการเปลี่ยนโลกซึ่งเห็นได้ในรูปแบบ startup
บริษัทประเภทนี้จะกล้าเสี่ยง และมีความยืดหยุ่นสูง
พวกเขาจะตั้งคำถามกับทุกอย่างและมีวิธีคิดเกี่ยวกับธุรกิจที่แตกต่าง


บทเรียนจากฟองสบู่

คำถามตรงข้ามที่พูดไปแล้วสามารถถามได้อีกด้านหนึ่งก็คือ “มีความเชื่ออะไรที่คนส่วนมากเชื่อในตอนนี้?”
ถ้าหาสิ่งนี้ได้ ก็จะหาความจริงตรงข้ามที่อยู่เบื้องหลัง

ตัวอย่างที่ดีคือฟองสบู่อินเทอร์เน็ตช่วงปลายุค 90 ถึงต้นยุค 2000
ตอนนั้นทุกคนเชื่อว่า การทำกำไรไม่สำคัญเท่ากับการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะขาดทุนขนาดไหนก็ตาม ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็ไม่ใช่เป็นความจริง

บทเรียนจากช่วงเวลานั้น ก็มีส่วนกำหนดวิธีคิดด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะไม่ถูกเสมอไป และถ้าจะคิดถึงอนาคตก็ต้องตั้งคำถามกับสิ่งที่ทุกคนรู้ในอดีต
หลังจากวิกฤต มี 4 บทเรียนที่ startup คำนึงถึง
1. ปรับปรุงทีละนิดจะดีกว่า
2. เน้นความลีนและความยืดหยุ่น
3. ต่อยอดความคิดจากคู่แข่ง
4. โฟกัสกับตัวสินค้ามากกว่า marketing

แต่ผู้เขียนเห็นว่า 4 ข้อนี้อาจจะไม่ถูกต้องและควรจะเป็น
1. ความกล้าหาญจะดีกว่าการไม่มีความสำคัญ
2. แผนการที่แย่ยังดีกว่าไม่มีแผนการเลย
3. อย่าแข่งขันเพราะมันจะทำลายกำไร
4. กลยุทธ์การตลาดมีความสำคัญเท่ากับตัวสินค้า

ถึงตอนนั้นจะมีความยุ่งเหยิงมาก แต่หลายๆบริษัทก็พยายามที่จะก้าวหน้าจาก 0 เป็น 1 และเริ่มจะมีความสนใจในการสร้างสิ่งใหม่ๆ
การสร้างบริษัทเทคโนโลยีแบบใหม่ จะต้องลบล้างความเชื่อที่ได้มาจากข้อผิดพลาดที่ทำให้เกิดฟองสบู่
แทนที่จะทำสิ่งตรงข้ามอย่างเดียว ควรใช้ความคิดของตัวเองโดยการถามว่า มีความเชื่ออะไรของคุณที่อาจจะได้ผลกระทบจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบทเรียนในอดีต?


หลีกเลี่ยงการแข่งขัน

ใครที่อยากจะเริ่ม startup ควรถามว่า “บริษัทที่มีมูลค่าแบบไหนที่ยังไม่มีใครสร้าง?”
คำถามนี้มันซับซ้อนกว่าที่คิด เพราะบริษัทจะต้องสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและตัวเองอย่างเหมาะสมด้วย
ยกตัวอย่างเช่น สายการบินที่บินผู้โดยสารนับล้านในแต่ละปี แต่รายได้ทุกบาทที่เข้ามาเป็นกำไรเพียงนิดเดียว ในขณะที่บริษัท Google ทำกำไรมากกว่า 20% จากรายได้
เหตุผลหลักเป็นเพราะว่า สายการบินอยู่ในการแข่งขันที่เรียกว่า perfect competition คือการแข่งขันสมบูรณ์ที่มีผู้แข่งขันจำนวนมากและให้สินค้าและการบริการที่คล้ายๆกัน แต่ในระยะยาวกำไรแทบจะไม่มี
ในทางตรงข้าม Google แทบจะเรียกได้ว่าเป็น monopoly คือการแข่งขันแบบผูกขาด ซึ่งบริษัทจะได้กำไรไปทั้งหมด

นักเศรษฐศาสตร์จะชอบ perfect competition มากที่สุดเพราะมีความสมดุล เเละจะไม่ชอบ monopoly เพราะบริษัทมีอำนาจมากเกินไป
แต่สิ่งที่เขามองพลาดก็คือ monopoly ไม่เหมือนกันเสมอไป
บริษัท Google ไม่ได้ครองตลาดเพราะมีกลยุทธ์ที่มีพิรุธ แต่เป็นเพราะเขาทำได้ดีมากจนไม่มีใครสามารถแข่งขันได้
บทเรียนสำคัญก็คือ ถ้าคุณอยากสร้างและเก็บคุณค่า อย่าสร้างสิ่งที่เหมือนๆกับคนอื่น

ผู้เขียนเห็นว่า การผูกขาดจะดีต่อสังคมมากกว่าการแข่งขันสมบูรณ์ ซึ่งความคิดนี้มันค่อนข้างจะตรงข้ามกับสิ่งที่สังคมยอมรับ
ที่เขาหมายถึงนะครับ การแข่งขันที่สูง ทำให้แต่ละบริษัทจำเป็นจะต้องทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอด ซึ่งรวมไปถึงการลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด และจะมีผลกระทบกับรายได้ของบุคลากร หรืออาจจะลดจำนวนก็เป็นได้
ในขณะที่การผูกขาด บริษัทไม่ต้องกังวลเรื่องกำไรมาก และสามารถให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการเพิ่มเติมให้กับบุคลากรเพื่อสร้างแรงจูงใจให้มากขึ้น
ในอดีตที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างล่าช้า การผูกขาดเป็นเรื่องไม่ดีเพราะผู้บริโภคไม่สามารถต่อรองได้
แต่ปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทผูกขาดต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลดีกับผู้บริโภค เพราะจะมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น
ถ้าเขาทำไม่ได้ก็จะมีบริษัทผูกขาดใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่
ภาครัฐก็เห็นความสำคัญในด้านนี้และสร้างการผูกขาดผ่านการออกสิทธิบัตรให้กับความคิดใหม่ๆ

ความคิดที่ว่าการแข่งขันเป็นสิ่งที่ดีนั้นถูกปลูกฝังมาทั้งในการศึกษาและในสังคม
เด็กนักเรียนต้องได้เกรดที่ดีเพื่อได้เข้ามหาวิทยาลัยที่ดีแต่สุดท้ายก็ได้งานที่ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่น
ในด้านการทำงานก็ยังแข่งขันกันเพื่อที่จะได้เลื่อนขั้นที่ก็ยังไม่ได้แตกต่างอะไรมากมาย
ผู้เขียนเห็นว่า การหมกมุ่นกับการแข่งขันมากเกินไปจะทำให้เสียโอกาสในการที่ทำอะไรใหม่ๆ

ในด้านธุรกิจก็เช่นกัน ถ้าบริษัทมัวแต่โฟกัสกับคู่แข่ง แทนที่จะดูว่าจะสร้างอะไรใหม่ๆได้ อาจจะทำให้เสียโอกาส
ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่ Microsoft แข่งขันกับ Google ในด้าน search engine, internet browser, และ software บริษัท Apple ก็แซงหน้าทั้ง 2 บริษัท และช่วงนึงมีมูลค่ามากกว่าทั้ง 2 บริษัทรวมกันซะอีก

ถ้าจำเป็นจะต้องสู้ ควรจะสู้ให้ชนะและควรมีเหตุผลที่หนักแน่นพอ
แต่มันจะดีกว่าถ้าสามารถสร้างธุรกิจให้ผูกขาดได้


สร้างความยั่งยืน

ลักษณะของธุรกิจยอดเยี่ยม คือจะต้องสร้างกระแสเงินสดได้ในอนาคต และมูลค่าของธุรกิจจะมาจากกำไรที่ได้ในอนาคต
ฉะนั้นถึงแม้ว่าจะสร้างธุรกิจที่ผูกขาดได้ แต่ก็ต้องให้มันอยู่ได้อย่างยั่งยืน และไม่ควรเน้นตัววัดผลระยะสั้น

ลักษณะของธุรกิจผูกขาดจะมีเอกลักษณ์เฉพาะ แต่ก็มีหลายอย่างที่คล้ายๆกัน

สิ่งแรกคือต้องมีเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนใคร อันนี้สำคัญสุดเพราะไม่มีใครเลียนแบบได้ ตัวอย่างที่ดีที่สุดก็คือ Google
ถ้าจะให้เทคโนโลยีเป็นสิ่งผูกขาดได้มันจะต้องดีกว่าคู่แข่งอย่างน้อย 10 เท่าเพราะไม่อย่างนั้นผู้บริโภคยังจะใช้สิ่งที่คุณเคย
ลักษณะนี้มาจากการสร้างสิ่งใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อน หรือว่าปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่แล้วอย่างมากซึ่งคู่แข่งสู้ไม่ได้ ยกตัวอย่างเช่นบริษัท PayPal ที่ผู้เขียนได้ร่วมก่อตั้งที่ทำให้การซื้อขายบนอินเทอร์เน็ตเรียบง่ายและน่าเชื่อถือขึ้น

สิ่งที่ 2 คือ network effect ก็คือยิ่งมีคนเข้ามาใช้เท่าไหร่ก็ยิ่งดี ตัวอย่างง่ายๆก็คือ Facebook และ IG ถ้าจะสร้างลักษณะนี้ตัวสินค้าหรือการบริการจะต้องให้คุณค่ากับผู้ใช้ทันที

สิ่งที่ 3 คือ economies of scale คือขยายได้อย่างรวดเร็วและทำให้ต้นทุนลดลง ซึ่งทำให้การผูกขาดเพิ่มขึ้น software เป็นตัวอย่างที่ดีเพราะสร้างครั้งเดียวก็ขายได้ไม่มีจำกัด

สิ่งที่ 4 คือ branding สร้างแบรนด์ที่น่าเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญของการผูกขาด ตัวอย่างที่ดีคือบริษัท Apple แต่แบรนด์ก็ต้องมีคุณภาพและคุณค่าเบื้องหลัง

นอกเหนือจาก 4 อย่างนี้แล้วการเลือกตลาดก็มีความสำคัญ
คุณควรจะเริ่มในตลาดที่เล็กเพราะจะครองได้ง่ายกว่า
การเป็นผู้เล่นเล็กในตลาดใหญ่มันไม่ค่อยคุ้มค่าเพราะจะต้องคำนึงถึงคู่แข่งมากเกินไป
หลังจากที่ครองตลาดเล็กได้แล้วก็ควรจะขยายไปในตลาดที่เกี่ยวข้องกัน
ยกตัวอย่างเช่นตอนที่ Amazon เริ่มต้น เขาขายแค่หนังสือจึงครองตลาดได้
หลังจากนั้นไม่นานก็ขยายไปขาย CD, video แล้วก็ software จนทุกวันนี้ขายเกือบทุกอย่าง

เราได้ยินบ่อยครั้งนะครับกับคำว่า disrupt ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสินค้าและการบริการในรูปแบบใหม่
แต่ผู้เขียนเห็นว่า นี่เป็นกลยุทธ์ที่ไม่ดีเพราะถ้ามัวแต่คิดจะ disrupt นั่นหมายความว่าสิ่งที่กำลังสร้างอยู่มันไม่ใช่เป็นสิ่งใหม่และโอกาสผูกขาดจะมีน้อย
ตอนที่ก่อตั้งบริษัท แทนที่จะไป disrupt ควรจะหลีกเลี่ยงตลาดที่มีการแข่งขันสูงจะดีกว่า

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือการเป็นคนแรกในตลาดอาจไม่ได้เปรียบเสมอไป
จุดมุ่งหมายของธุรกิจคือการสร้างกระแสเงินสดให้ได้ในระยะยาว ซึ่งจะทำได้จากการเริ่มต้นเล็กๆแล้วก็ขยายทีละนิด
ดีที่สุดคือการเป็นคนเข้าคนสุดท้ายที่จะต้องสร้างการปรับปรุงอย่างสูงสุดให้กับตลาดที่เจาะจงเพื่อที่จะได้รับประโยชน์จากการผูกขาดในระยะยาว


สร้างพื้นฐาน

ทุกบริษัทมีความเป็นเอกลักษณ์ แต่มีบางอย่างที่ทุกบริษัทจะต้องทำถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้ภายหลัง

สิ่งแรกคือจะต้องคำนึงถึง partner ที่จะร่วมก่อตั้งด้วยกัน
แน่นอนว่าทุกคนจะมองในแง่ดีตอนต้น แต่ถ้าไม่ไตร่ตรองให้ดีตั้งแต่ต้นอาจจะมีปัญหาภายหลังได้
สิ่งที่ควรคำนึงถึงคือความสามารถและประสบการณ์ที่ส่งเสริมกัน หรือไม่ก็ดูว่าเคยร่วมงานกันหรือเปล่า

สิ่งที่ 2 คือโครงสร้างองค์กร
จะต้องแยกแยะให้ชัดเจนว่าใครเป็นคนบริหาร ใครเป็นเจ้าของ และใครเป็นคนควบคุม
ปัญหาส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นระหว่างผู้ก่อตั้งและผู้ลงทุน อย่างเช่นผู้ลงทุนอาจจะกดดันให้ผู้ก่อตั้งนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นให้เร็วที่สุดเพื่อเขาจะได้ผลตอบแทน

สิ่งที่ 3 คือโครงสร้างการทำงาน
อย่างเช่นจะใช้ที่ปรึกษาภายนอกหรือเปล่าเพราะพวกเขาอาจจะมีเป้าหมายไม่เหมือนกับบุคลากรภายในองค์กร

สิ่งที่ 4 คือค่าตอบแทนของ CEO
จากประสบการณ์ของผู้เขียน CEO ของบริษัท startup ที่ได้ค่าตอบแทนไม่เยอะมากเกินไปจะเป็นผลดีในระยะยาว เพราะเขาจะคิดถึงวิธีสร้างมูลค่าให้กับบริษัทเพิ่มขึ้น และทำให้บุคลากรมีแรงจูงใจมากขึ้น เพราะ CEO เห็นจุดประสงค์ขององค์กรสำคัญกว่าผลตอบแทนที่ได้
บริษัท startup สามารถให้ค่าตอบแทนเป็นรูปแบบหุ้นในบริษัทได้ แต่คุณปีเตอร์แนะนำว่าไม่ควรเปิดเผยมากเกินไปเพราะบุคลากรแต่ละคนอาจจะได้ไม่เท่ากันและอาจจะเห็นว่าไม่ยุติธรรม


สร้างทีม

บริษัท startup ใน silicon valley หลายบริษัทโด่งดังเพราะมีสวัสดิการหลายอย่าง อย่างเช่นอาหารฟรี มีคลาสโยคะ มีบริการนวด และอีกหลายอย่าง
แต่นี่เป็นเพียงผิวเผินเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วองค์กรคือการรวมตัวกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย

ทีมแรกที่ผู้เขียนมีส่วนร่วมด้วยมีชื่อเล่นว่า PayPal mafia เพราะหลังจากแยกย้ายกัน แต่ละคนก็ยังมีความผูกพันและช่วยกันและกัน คนในทีมได้ก่อตั้ง Linkedin, Yelp, Yammer, YouTube, Tesla และ SpaceX
ตอนแรกที่เขารวมตัวกันเขาไม่ได้ต้องการจะหาคนที่ทำงานร่วมกันได้อย่างเดียวแต่ต้องสร้างความผูกพันนอกเหนือจากการงานได้ด้วย

ในตอนต้น บริษัท startup จะต้องดึงดูดคนเข้ามาในองค์กรโดยกล่าวถึงเป้าหมายว่าบริษัทกำลังทำอะไรที่คนอื่นยังไม่ทำ และต้องโชว์ว่าคนในบริษัทเป็นคนที่คนมาสมัครต้องการเป็นเพื่อนร่วมทีมด้วย

การสร้างเอกลักษณ์ให้กับทีม ควรจะสร้างความแตกต่างที่คล้ายๆกัน
นอกเหนือจากนั้นแล้วก็ควรจะมีความสนใจในด้านเดียวกัน
สำหรับ PayPal mafia ทุกคนมีความคลั่งไคล้กับ Star wars

ในการทำงาน ผู้เขียนมอบหมายให้แต่ละคนรับผิดชอบในสิ่งที่แตกต่างกัน ซึ่งลดความขัดแย้งและการแข่งขันภายในทีม ผลลัพธ์คือทุกคนสามารถมีความสัมพันธ์ระยะยาวได้

ผู้เขียนเห็นว่า startup ทีมที่ประสบความสำเร็จ ทุกคนจะต้องอุทิศตนให้กับเป้าหมายขององค์กร
ถ้าภายนอกเห็นว่าองค์กรของคุณทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใคร นั่นอาจจะหมายความว่าคุณกำลังสร้างทีมที่แข็งแกร่ง


การขาย

อย่างที่บอกไปแล้วนะครับว่าบริษัท startup จะเน้นแต่ตัวสินค้า และก็คิดว่าตราบใดที่สินค้าดีเลิศก็จะมีคนมาซื้อเอง
แต่นี้เป็นความคิดที่ผิด เพราะการขายก็มีความสำคัญกับความสำเร็จของบริษัท

คนส่วนมากคิดว่าเขารู้เทคนิคการขายและไม่ถูกชักจูงง่ายๆ แต่บ่อยครั้งการขายที่ดีจะเกิดขึ้นอย่างที่เราไม่รู้ตัว

มี 2 อย่างที่ต้องคำนึงถึงในการขาย มูลค่าที่ได้รับจากการขายและค่าใช้จ่ายเพื่อดึงดูดลูกค้า
การขายสามารถทำได้ในหลายช่องทาง แต่ก็ควรคำนึงถึงหลักการ Pareto เพราะบางช่องทางอาจจะมีประสิทธิภาพมากกว่าช่องทางอื่นรวมกัน ถ้าพบช่องทางนั้นก็ควรจะเน้นด้านนั้นด้านเดียว
ช่องทางที่พูดถึงอาจจะเป็น complex sales ที่มีมูลค่าสูงและตัว CEO ต้องจัดการเอง หรือการตลาดที่ใช้โฆษณาทั่วไป จนไปถึง viral marketing ที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ

นอกเหนือจากสินค้าหรือการบริการของ startup แล้ว ผู้ก่อตั้งจะต้องขายภาพลักษณ์ของตัวเองและบริษัทให้กับบุคลากรและนักลงทุน เพราะก่อนที่ใครจะมาสมัครงานหรือลงทุนเขาก็คงจะศึกษาก่อนบริษัทมีทัศนคติและทิศทางอย่างไร


บทบาทของ AI

ความก้าวหน้าแบบ globalization จะทำให้เกิดการทดแทนด้านแรงงาน ก็คือประเทศที่มีค่าแรงถูกจะดึงงานจากประเทศที่มีค่าแรงสูง
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ประชากรประเทศที่ได้เปรียบด้านการค้าเสรีก จะมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นและจะต้องการสิ่งของมากขึ้น จึงทำให้มีการแข่งขันด้านทรัพยากรด้วย
ความก้าวหน้าแบบ technology จะไม่มีปัญหาด้านทรัพยากร และจะส่งเสริมความสามารถของมนุษย์เพราะมนุษย์เก่งในด้านการวางแผนและคอมพิวเตอร์เก่งในด้านคำนวณ

นักวิทยาศาสตร์มองข้ามการส่งเสริมระหว่างคอมพิวเตอร์และมนุษย์ เพราะเขาแบ่งความสามารถของมนุษย์และพัฒนาคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำแทนมนุษย์ได้ในด้านด้านด้านเดียว
Trend ที่มาแรงตอนนี้ก็จะเป็น machine learning ที่ต้องใช้ big data
แต่ถึงแม้ว่า AI จะหาความเชื่อมโยงจาก data ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องเป็นมนุษย์ที่ตัดสินใจว่าจะทำประโยชน์กับมันอย่างไร

ผู้เขียนคิดว่า ในอนาคต บริษัทที่จะมีมูลค่ามากที่สุดคือบริษัทที่ใช้เทคโนโลยีในการส่งเสริมความสามารถของมนุษย์ได้


รูปแบบอนาคต

ท้ายสุดนะครับ มีนักปรัชญาท่านหนึ่งกล่าวว่าอนาคตมนุษย์จะออกมาได้ใน 4 รูปแบบ

รูปแบบที่ 1 คือ วงจรหมุนเวียนระหว่างความเจริญและพังทลาย ซึ่งเป็นความเชื่อของคนในสมัยโบราณ

รูปแบบที่ 2 คือ ที่ราบสูง globalization ทำให้ประเทศด้อยพัฒนาจะตามประเทศที่พัฒนาแล้วได้ทันและการพัฒนาทั้งหมดก็จะคงที่ ซึ่งจะไม่ค่อยแตกต่างจากปัจจุบัน

รูปแบบที่ 3 คือ การทำลายล้าง จากแบบที่ 2 การแข่งขันด้านทรัพยากรก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วอาจจะทำให้เกิดความขัดแย้งขั้นรุนแรง และทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่

รูปแบบที่ 4 คือ ติดจรวด เป็นการที่มนุษย์จะประสบกับความรุ่งโรจน์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

จากทั้ง 4 รูปแบบนี้แน่นอนว่าเราต้องการแบบสุดท้าย
แต่จะทำสิ่งที่ได้หรือไม่ จะต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ โดยการคิดด้วยตัวเองและฉวยโอกาสทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตที่จะทำให้อนาคตแปลกใหม่และดีขึ้น ซึ่งก็คือการเปลี่ยนจาก 0 เป็น 1


ท้ายสุด

ผมไม่เคยได้ยินว่าการแข่งขันเป็นสิ่งไม่ดีกับการนวัตกรรม เพราะถ้าเปรียบเทียบกับเล่ม AI Superpowers คุณ Kai-Fu Lee เห็นว่าการแข่งขันอย่างเข้มข้นทำให้ผู้ประกอบการในประเทศจีนสามารถสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้อย่างดีเยี่ยม
แต่คุณปีเตอร์ก็ให้ผลที่ต้องฟังสมเหตุสมผล

ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-