[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Upstream: The Quest To Solve Problems Before They Happen
แปลนะครับ “ต้นน้ำ การแสวงหาการแก้ไขปัญหาก่อนที่มันจะเกิด”
เล่มนี้เขียนโดย Dan Heath และนี่เป็นหนังสือเล่มที่ 2 ของเขาที่ผมเคยรีวิวนะครับ
เริ่มแรกชื่อว่า Switch ที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง ผมแนะนำให้ไปชมด้วยนะครับ

โดยส่วนมากแล้วนะครับ สังคมเราจะพยายามโฟกัสกับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ มากกว่าการพยายามหยุดยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
มันจะดีขนาดไหนครับ ถ้าเราสามารถวางระบบเพื่อลดโอกาสไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น


ทำไมการหยุดยั้งมันยากกว่า

ในแง่ของหนังสือนะครับคำว่า Upstream แปลว่า การคิดแบบต้นน้ำ
หมายถึงการวางแผนเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดปัญหา หรือให้มันมีผลกระทบน้อยที่สุด
ซึ่งแตกต่างจาก Downstream หรือ การแก้ปัญหาปลายน้ำ ที่เป็นการตอบโต้กับปัญหาที่เกิดขึ้น
ผมจะใช้คำว่าการคิดแบบต้นน้ำและปลายน้ำในตลอดทั้งคลิปนี้นะครับ

การคิดแบบต้นน้ำมีความท้าทายอย่างมาก เพราะมีความซับซ้อน ต้องใช้เวลา และเห็นผลได้ยาก
ยกตัวอย่างนะครับ ในการแก้ปัญหาซื้อขายยาเสพติด การจับกุมการซื้อขายจะเห็นผลลัพท์ที่รวดเร็วและเป็นรูปธรรม
ในขณะที่การรณรงค์ด้านการศึกษาเพื่อลดคนเสพยา จะต้องใช้เวลานาน และผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นสถิติที่ลดลงซึ่งคนส่วนมากจะมองไม่เห็น

ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สามารถพูดได้อย่างแน่ชัดว่าวิธีไหนจะดีกว่า
การแก้ไขปัญหาปลายน้ำก็มีบทบาทสำคัญ และมันก็มีส่วนช่วยให้เกิดการปรับปรุงที่ต้นน้ำด้วยเช่นกัน

แต่ผู้เขียนคาดว่าการคิดแบบต้นน้ำนั้น ถ้าทำได้ดีจะเป็นวิธีบริหารปัญหาได้ดีกว่าในระยะยาว
และสังคมควรให้ความสำคัญเท่าเทียมกันมากกว่านี้
เพราะการหยุดยั้งปัญหาก่อนที่มันจะเกิด อาจจะลดการใช้ทรัพยากรมากเกินไปในการแก้ไข
และถ้าเราจะยกย่องคนที่แก้ปัญหาได้ เราก็ควรยกย่องคนที่พยายามไม่ให้มันเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน


อุปสรรคของการคิดแบบต้นน้ำ

สิ่งที่สำคัญมากๆก่อนที่จะหยุดยั้งปัญหาคือต้องคำนึงว่า ทุกๆระบบ จะถูกดีไซน์มา อย่างจงใจหรือไม่จงใจ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์อย่างที่มันได้

มันมี 3 อุปสรรคในการคิดแบบต้นน้ำ


Problem Blindness การมองไม่เห็นปัญหา

ในปี 1999 นายแพทย์นามว่า Marcus Elliott ได้มาร่วมงานกับทีมอเมริกันฟุตบอล New England Patriots
ตอนนั้นทุกคนเชื่อว่าการบาดเจ็บของผู้เล่นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะกีฬาอเมริกันฟุตบอลมีความดุดันสูง
แต่เขาเห็นว่ามันเป็นผลมาจากการฝึกฝนผิดวิธีด้วย ซึ่งเขาก็ช่วยพัฒนาวิธีการฝึกฝนที่เจาะจงกับแต่ละผู้เล่น
ฤดูการแข่งขันต่อไป อัตราการบาดเจ็บของผู้เล่นลดลงมากกว่า 80%

นี่เป็นอุปสรรคแรกที่เรียกว่า Problem Blindness คือการมองไม่เห็นปัญหา
ซึ่งอาจจะมาจากความเคยชิน, ความเชื่อ, หรือไม่ก็มีความสนใจกับปัญหาอื่นมากเกินไป
แต่นี้ค่อนข้างจะอันตรายมาก เพราะอาจจะทำให้ปัญหาที่สำคัญจริงๆถูกมองข้าม และทำให้กลายเป็นเรื่องธรรมดา
ยกตัวอย่างเช่นในสมัยก่อน การคุกคามทางเพศเกิดขึ้นบ่อยมากจนทุกคนเคยชินกับมัน
ในปี 1975 นักข่าวนามว่า Lin Farley เป็นคนแรกที่ใช้คำว่า sexual harassment จึงทำให้สังคมเห็นปัญหานี้

การให้ชื่อกับปัญหาเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่จะช่วยให้เห็นมัน
หลังจากนั้นจะต้องกระตุ้นความรู้สึกว่าทำไมถึงปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้น
และท้ายสุดคือรวบรวมคนที่ประสบปัญหาเดียวกัน ซึ่งจะสร้างพลังในการเริ่มแก้ไข


Lack of Ownership ขาดคนรับผิดชอบ

ถึงแม้ว่าจะมองเห็นปัญหา แต่ก็ใช่ว่าจะมีคนรับผิดชอบกับปัญหานั้นเสมอไป
ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคที่ 2 คือ Lack of Ownership ขาดคนรับผิดชอบ

นี่ก็เป็นอีกข้อแตกต่างระหว่างทั้ง 2 แนวคิด
คือการพยายามหยุดปัญหาที่ต้นน้ำมันเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ เพราะปัญหายังไม่เกิดขึ้น
แต่การแก้ปัญหาที่ปลายน้ำมันจำเป็นต้องทำ เพราะมันเกิดขึ้นแล้ว

การเลือกที่จะไม่รับผิดชอบอาจจะเป็นเพราะเสียผลประโยชน์
แต่ในบางกรณีอาจเป็นเพราะคนเรารู้สึกว่าเราไม่มีสิทธิ์ไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานั้น
ยกตัวอย่างเช่นปัญหาการคุกคามทางเพศของสุภาพสตรี ผู้ชายบางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์ที่จะพยายามแก้ปัญหานั้น

เมื่อเราเห็นโอกาสที่ปัญหาที่เกิดขึ้น เราควรถามตัวเองว่าเราหยุดยั้งมันได้ไหม
เราอาจจะต้องถูกท้าทายเพื่อที่จะกล้าถามสิ่งนี้กับตัวเอง
ซึ่งเราควรเปลี่ยน mindset ว่าเราสามารถรับผิดชอบกับปัญหาเพราะมันเป็นการเพิ่มพลังและควบคุมชีวิตตัวเองจะดีกว่า


Tunneling การมองแคบ

เราทุกคนนะครับไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาได้เพราะขาดแคลนเวลาหรือทรัพยากรอื่นๆ
ซึ่งมันจะทำให้ปัญหาเล็กๆกลายเป็นปัญหาใหญ่และกลบเกลื่อนปัญหาที่สำคัญจริงๆ
ยกตัวอย่างนะครับ คนที่มีฐานะยากจนอาจจำเป็นต้องกู้นอกระบบเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ในระยะยาวแล้วมันจะเกิดปัญหาที่ใหญ่กว่า

การคิดแบบนี้เรียกว่า Tunnelling หรือ การมองแคบ ซึ่งเป็นอุปสรรคสุดท้ายของการคิดแบบต้นน้ำ

การมองแคบบวกกับความขาดแคลน ทำให้เรามองแค่ระยะสั้นและเป็นเชิงตอบโต้อย่างเดียวจึงวางแผนได้ยาก และจะมองแต่สิ่งที่เร่งด่วนไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ
ซึ่งถ้าพูดกันตามตรงทุกอย่างก็เหมือนจะเร่งด่วนไปหมด และเราก็ไม่ได้ทำสิ่งสำคัญสักทีจนกลายเป็นวงจรเลวร้าย
ฉะนั้นเราควรสร้างวินัยในการแบ่งทรัพยากรไม่ว่าจะเป็นเงินทองหรือเวลาให้กับปัญหาที่สำคัญจริงๆ

อีก 1 ความท้าทายคือปัญหาบางปัญหามันเกิดขึ้นช้าๆแต่เราต้องสร้างความเร่งด่วนให้มัน
ตัวอย่างที่ดีคือปัญหา climate change เพราะกว่าจะเห็นผลกระทบต้องใช้เวลาเป็นปีๆ
เราควรใช้การมองแคบในการเจาะจงไปที่ปัญหาประเภทนี้ เพื่อที่เราจะเริ่มแก้ไขมันได้


พัฒนาความคิดแบบต้นน้ำ

การรวบรวมกลุ่มคนที่เหมาะสม

ในเมื่อเข้าใจอุปสรรคทั้ง 3 แล้ว มันมีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเปลี่ยนแนวคิด

ในการหยุดยั้งปัญหาเราควรจะล้อมรอบปัญหาด้วยคนที่เหมาะสม และเจาะจงไปที่แต่ละมิติของปัญหา
หลังจากนั้นจะต้องมีระบบการเตือนแบบเนิ่นๆก่อนปัญหาจะเกิด และจะต้องเน้นการหยุดยั้งที่เห็นได้จริงๆ
เครื่องมือที่สำคัญคือ data ซึ่งจะช่วยให้เห็นความคืบหน้า


เปลี่ยนระบบ

อย่างที่พูดไปก่อนหน้านี้นะครับ ทุกๆระบบถูกดีไซน์มาเพื่อให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่มันได้
ฉะนั้นถ้าเห็นว่าจำเป็นเราก็ควรเปลี่ยนระบบด้วย

การคิดแบบต้นน้ำคือการลดโอกาสที่ปัญหาจะเกิดให้ได้มากที่สุด
บางครั้งแค่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเล็กน้อยก็จะช่วยได้อย่างมาก
แต่ถ้าระบบถูกดีไซน์มาไม่ดี จะต้องมีการรวมตัวกัน และสร้างแรงบันดาลใจและความกล้าหาญที่จะเรียกร้องการเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่เราต้องการคือสร้างระบบที่ออกผลลัพธ์ที่ดีจนเป็นเรื่องธรรมดา
ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะมีการบริจาคเงินให้กับกลุ่มคนที่มีฐานะยากจน
มันจะดีกว่าไหมถ้าเราสร้างระบบที่ให้โอกาสกับพวกเขาในการสร้างฐานะให้ตัวเอง


หาจุดทวีคูณ

ในการจะเปลี่ยนระบบนะครับ เราจะต้องหา leverage หรือจุดทวีคูณ

ผู้เขียนแนะนำว่าสิ่งแรกคือจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาซะก่อน อย่างเช่นสร้างมุมมองจากคนที่ประสบปัญหานั้น
หนึ่งในสิ่งที่ควรมองหาคือปัจจัยความเสี่ยงและปัจจัยปกป้อง
ยกตัวอย่างนะครับในอดีตที่ประเทศ Iceland มีปัญหาเด็กดื่มสุรา
ปัจจัยความเสี่ยงคือการปล่อยปละละเลยของผู้ปกครอง
และปัจจัยปกป้องคือให้เด็กใช้เวลากับกิจกรรมอย่างเช่นกีฬาให้มากที่สุด
ซึ่งเมื่อเขาเจาะจงไปที่ 2 จุดนี้ก็สามารถลดปัญหาได้อย่างมาก

นอกเหนือจาก 2 ปัจจัยนี้แล้ว ก็ควรดูว่าปัญหามันเกิดกับแค่กลุ่มบางกลุ่มหรือเปล่า
เพราะไม่แน่ว่าจะหยุดปัญหาส่วนใหญ่ได้ถ้าเจาะจงไปที่กลุ่มกลุ่มเดี่ยว


สร้างการแจ้งเตือนปัญหาอย่างเนิ่นๆ

ถ้าเราสามารถคาดเดาได้ว่าปัญหาอาจจะเกิดขึ้น เราจะมีเวลาที่จะหยุดยั้งไม่ให้มันเกิด
ฉะนั้นเราควรหาวิธีการแจ้งเตือนปัญหาให้เร็วที่สุด

ความสำคัญของระบบแจ้งเตือนจะขึ้นอยู่กับว่าปัญหามันจะร้ายแรงขนาดไหน
และมันจะให้เวลาได้มากพอที่จะมีประสิทธิภาพหรือไม่

เดี๋ยวนี้มีการใช้เทคโนโลยีในการแจ้งเตือนปัญหามากขึ้น
แต่มนุษย์ก็ยังมีบทบาทสำคัญ
เราจะต้องคอยเปิดหูเปิดตากับสิ่งรอบข้างเพื่อดูว่ามีอะไรที่เหมือนจะผิดปกติ
ยกตัวอย่างเช่นปัญหา mass shooting หรือการกราดยิงหมู่ในสหรัฐโดยเฉพาะในโรงเรียน
เขาได้ทดลองวางระบบเพื่อให้นักเรียนสามารถรายงานถ้าเห็นนักเรียนคนอื่นมีพฤติกรรมที่แปลกผิดปกติ
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ค่อนข้างน่าพอใจ

สิ่งที่ควรระวังคือระบบแจ้งเตือนจะต้องเน้นที่ปัญหาสำคัญจริงๆและไม่ควรถี่เกินไป
เพราะประสิทธิภาพการแจ้งเตือนจะลดลง


วัดค่าความสำเร็จอย่างเหมาะสม

ปัญหาของการคิดแบบต้นน้ำ คือเราไม่สามารถเห็นความสำเร็จของมันได้อย่างชัดเจน
ซึ่งเราต้องหาวิธีวัดค่าความสำเร็จที่เหมาะสม

บ่อยครั้งเราอาจจะต้องพึ่งการวัดความสำเร็จระยะสั้นเพื่อประมาณการความสำเร็จระยะยาว
แต่มันอาจจะเกิดความสำเร็จหลอกลวงซึ่งมาได้ 3 รูปแบบ
1. คือคิดว่าผลลัพธ์ที่ได้มาจากการกระทำของตัวเองอย่างเดียว
2. การวัดค่าระยะสั้นไม่ตรงกับเป้าหมายระยะยาว
3. เน้นการวัดค่าระยะสั้นมากเกินไปจนทำให้มีพฤติกรรมที่ไม่ซื่อตรง

ผู้เขียนแนะนำให้ถาม 5 คำถามในการประเมินความสำเร็จ
1. ความสำเร็จระยะสั้นสามารถอธิบายได้ด้วยปัจจัยอื่นหรือไม่?
2. อะไรจะเป็นตัวบ่งบอกว่าความสำเร็จระยะสั้นไม่ตรงกับเป้าหมายระยะยาว?
3. มีวิธีทางอ้อมที่จะได้ผลลัพธ์ระยะสั้นหรือไม่?
4. ถ้าได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมในระยะสั้น แต่ผลลัพธ์ระยะยาวกลับแย่ลง มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
5. มันจะมีผลกระทบที่ร้ายแรงกับสิ่งอื่นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่?


หลีกเลี่ยงความเสียหายข้างเคียง

การเปลี่ยนแปลงระบบที่ซับซ้อนเพื่อลดโอกาสปัญหา อาจทำให้เกิดปัญหาข้างเคียงที่ใหญ่กว่า
ซึ่งเราควรจะหลีกเลี่ยง

ยกตัวอย่างนะครับ เมืองนิวยอร์กเคยลดงบการดูแลสวน Central Park แต่นั่นกลับทำให้เกิดอุบัติเหตุภายในสวนเยอะขึ้น
จนทำให้ถูกฟ้องร้องและต้องจ่ายค่าเสียหายเยอะขึ้นจนไม่คุ้ม

ในการวางแผนหยุดยั้งปัญหาที่ต้นน้ำ
เราจะต้องคำนึงถึงภาพรวม และควรหา second-order consequence หรือผลลัพธ์ลำดับที่ 2 ด้วย
และไม่ควรทำให้ปัญหาใหญ่ขึ้นไปอีก

ผลกระทบบางอย่างเราสามารถคาดเดาได้อย่างชัดเจน
แต่บางอย่างก็อาจคาดเดาไม่ได้ ซึ่งเราควรทำการทดลองเล็กๆ และดูผลสะท้อนกลับ
และควรมีความถ่อมตนในการเรียนรู้และปรับปรุงตามความเหมาะสม


ค่าใช้จ่ายปัญหาที่ไม่เกิดขึ้น

ประมาณ 100 ปีที่ผ่านมานะครับอายุขัยของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์
ไม่ใช่เพราะเราอยู่ได้นานขึ้นนะครับ
แต่เป็นเพราะสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารก และผู้เสียชีวิตจากโรคร้ายได้
ทั้งหมดเกิดขึ้นได้เพราะการคิดแบบต้นน้ำ
อย่างเช่นการรณรงค์ในเรื่องสุขอนามัย ปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ และการคิดค้นยาปฏิชีวนะและวัคซีน

ถึงแม้ว่านี่เป็นความสำเร็จที่ใหญ่หลวง
แต่กลับมีทรัพยากรไม่เพียงพอในด้านนี้

ความสำเร็จของการตอบโต้กับปัญหาที่เกิดขึ้น คือตอนที่แก้ไขมันได้
แต่ความสำเร็จของการหยุดยั้ง คือปัญหานั้นจะไม่เกิดขึ้น

แล้วเราควรออกค่าใช้จ่ายไหมในเมื่อปัญหาไม่เกิดขึ้น?

โดยส่วนตัวแล้วคนเรายอมจ่ายเพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นอยู่ตลอด
ยกตัวอย่างง่ายๆคือการนำรถไปเข้าศูนย์เพื่อไม่ให้มันเสียภายหลัง
แต่ปัญหาคือในด้านอื่นๆผลประโยชน์ที่ได้จากการหยุดยั้งปัญหาอาจจะกระจายไปทั่ว และอาจจะมาทางอ้อม
จึงไม่มีฝ่ายใดยอมลงทุนเพราะไม่ได้ผลตอบแทนอยู่กับตัวเองโดยตรง

การลงทุนหยุดยั้งปัญหา
1. ควรหาว่าปัญหาอาจจะมาจากที่ไหน?
2. ใครเหมาะสมที่สุดในการหยุดยั้งปัญหานั้น?
3. และควรสร้างผลตอบแทนอย่างไรเพื่อผลักดัน?

สุดท้ายแล้วนะครับเราต้องจ่ายเมื่อเกิดปัญหา หรือเราจะจ่ายล่วงหน้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
ซึ่งส่วนมากแล้วอย่างที่ 2 น่าจะลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าในระยะยาว


ความคิดแบบต้นน้ำที่ไกลโพ้น

สำหรับใครที่ยังจำปี 1999 กันได้นะครับ ประเด็นสำคัญในปีนั้นคือ คอมพิวเตอร์ไวรัส Y2K
ซึ่งเขาคาดว่าจะทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกหยุดทำงานเมื่อย่างเข้าปี 2000
ตอนนั้นทั่วโลกก็ได้วางแผนมากมาย และท้ายสุดมันก็ไม่ได้เกิดขึ้น

แต่มันไม่เกิดขึ้นเพราะเราเตรียมพร้อมไว้แล้ว หรือมันไม่ใช่ปัญหาตั้งแต่แรกละครับ?

มันยังมีสถานการณ์อื่นที่มีการวางแผนรับมือกับปัญหาและมันก็เกิดขึ้นจริงๆ

ภัยพิบัติ Hurricane Katrina ที่เกิดขึ้นในปี 2005 ที่เมือง New Orleans ประเทศสหรัฐ ได้สร้างความเสียหายใหญ่หลวง
แต่ก่อนหน้านั้น 1 ปีเขาได้จำลองเหตุการณ์และวางแผนไว้แล้ว
ซึ่งตัวเลขผลกระทบจากการจำลองและจากเหตุการณ์จริงค่อนข้างใกล้เคียงกัน
แต่ในเหตุการณ์จริงเขาสามารถอพยพคนได้มากกว่าและมีผู้เสียชีวิตน้อยกว่าหลายเท่า
ก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง
แต่รัฐบาลก็ถูกตำหนิอย่างมาก

นี่ทำให้เห็นว่าถึงแม้ว่าจะตั้งใจเตรียมพร้อมและวางแผนมาดี
มันก็ยังมีความท้าทายโดยเฉพาะในการร่วมมือกับหลายๆฝ่าย
ฉะนั้นมันสำคัญที่จะต้องมีการฝึกฝนวางแผนแบบนี้ตลอดเพื่อสร้างความเคยชิน

แล้วถ้ามีสถานการณ์ที่จะเกิดการผิดพลาดไม่ได้ เราจะทำยังไงล่ะครับ?

ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ชาวสวีเดนนามว่า Nick Bostrom เห็นว่ามนุษย์เราต้องการผลักดันขอบเขตของเทคโนโลยีอย่างเดียว โดยไม่คำนึงว่าควรจะทำหรือไม่
แน่นอนว่านวัตกรรมบางอย่างเป็นประโยชน์กับมนุษยชาติอย่างมากโดยเฉพาะด้านการแพทย์
แต่มันเป็นไปได้ที่มนุษย์เราจะพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถสร้างการทำลายล้างอย่างใหญ่หลวง และคนจำนวนมากเข้าถึงได้ง่าย
ซึ่งที่ผ่านมามนุษย์เราอาจจะแค่โชคดีที่ยังไม่เจอเทคโนโลยีประเภทนี้

มันไม่มีใครตอบได้ว่าเราควรเตรียมพร้อมรับมือกับนวัตกรรมประเภทนี้อย่างไร
แต่การที่มีคนที่ใช้ความเฉลียวฉลาดและใช้เหตุผลในการเตือนภัยที่อาจจะมาถึง
ก็อาจผลักดันให้มีการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะหยุดยั้งไม่ให้มันเกิดขึ้นก็เป็นไปได้


ความคิดแบบต้นน้ำและตัวเรา

ในชีวิตส่วนตัวเราก็สามารถคิดแบบต้นน้ำได้เช่นกัน

คุณสามารถหาปัญหาที่คุณมองข้าม หรือที่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา
อาจจะเป็นในเรื่องความสัมพันธ์ เรื่องการงาน หรือเรื่องอื่นๆ
และยิ่งถ้ามันเป็นปัญหามานานแล้วก็ควรจัดการมันในตอนนี้

หรือคุณอาจต้องการแก้ปัญหาให้กับสังคม
ผู้เขียนแนะนำ 3 อย่าง
1. เร่งการลงมือทำแต่ควรอดทนรอผลลัพธ์ เพราะมันต้องใช้เวลา
2. จะแก้ปัญหาใหญ่ต้องเริ่มจากสิ่งเล็กๆ คุณอาจจะต้องเข้าไปถึงปัญหานั้นเพื่อเข้าใจมันอย่างจริงๆ และจะต้องรวบรวมคนที่ต้องการทำสิ่งเดียวกัน
3. คุณไม่จำเป็นต้องมีวิธีแก้ไขที่สมบูรณ์แบบ และเน้นการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจะดีกว่า

ท้ายสุดแล้วนะครับ การวางระบบที่หยุดยั้งปัญหาจะไม่จำเป็นต้องมีวีรบุรุษที่เข้ามาแก้ไขวิกฤต
เพราะเราทุกคนจะเป็นวีรบุรุษนั้น
ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ที่ใส่ใจเด็กนักเรียนเพื่อให้เรียนจบและมีอนาคตที่ดี
คุณหมอ ที่คอยให้คำแนะนำเพื่อดูแลสุขภาพเพื่อไม่ให้เกิดโรคร้าย
หรือผู้ปกครอง ที่ให้เวลาและความรักกับลูกหลานจนพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-