[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Think Again The Power Of Knowing What You Don’t Know
แปลว่า “คิดอีกที พลังของการรู้สิ่งที่คุณไม่รู้”

คนเขียนคือ Adam Grant ซึ่งเป็นนักเขียน และเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาองค์กรที่ Wharton School University of Pennsylvania
ผมได้รีวิวหนังสือของเขาไปแล้ว 1 เล่มนะครับ ชื่อว่า Originals ผมแนะนำให้ไปชมด้วยนะครับ

ในเล่มนี้ ผู้เขียนจะพูดถึงการที่คนส่วนมากชอบที่จะยึดติดอยู่กับความคิด ความเชื่อ หรือความรู้ที่มีอยู่แล้ว และไม่ยอมไตร่ตรองอีกทีถึงแม้ว่าสิ่งพวกนั้นอาจจะไม่เวิร์คแล้วก็ตาม
ลักษณะนี้มันเกิดขึ้นจากข้อสมมติฐาน สัญชาตญาณ และนิสัย
โดยเฉพาะในยุค covid นี้นะครับ ความสามารถในการเปลี่ยนความคิดจะมีความสำคัญมาก เพราะหลายสิ่งที่เราคิดว่าคงที่ ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลง


การคิดใหม่ให้ตัวเอง

ถ้าพูดถึงคนที่มีวิสัยทัศน์นะครับ ก็คงไม่พ้น Steve Jobs
แต่ทราบไหมครับ ว่าตอนแรกเขาต่อต้านการคิดค้น iPhone เพราะกลัวว่ามันจะไปกระทบรายได้ของ iPod
เป็นกลุ่มวิศวะและ product designer ที่ทำให้เขาเริ่มมีความสนใจและเปลี่ยนใจในที่สุด และ iPhone ก็จุดประกายนวัตกรรม smartphone
ในขณะเดียวกัน มีผู้ประกอบการอีกคนนึง ชื่อว่า Mike Lazaridis ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท Blackberry ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้นำด้านโทรศัพท์มือถือ
แต่เขาไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลง จนในที่สุดก็ไม่สามารถแข่งขันได้ จึงทำให้มูลค่าบริษัทลดลงประมาณ 90% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา

คนส่วนมากมีความภูมิใจกับความสามารถและความเชื่อของตัวเอง
ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีในโลกที่มีความคงที่
แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และความรู้ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นอย่างเดียว แต่มันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วขึ้นอีกด้วย

มันค่อนข้างจะง่าย ที่เราจะเห็นว่าคนอื่นควรจะเปลี่ยนความคิด
แต่กับความคิดของตัวเองเรากลับไม่ทำ
ศาสตราจารย์ Phillip Tetlock ผู้เขียนหนังสือ Superforecasting เสนอว่าคนเรามี mindset 3 รูปแบบคือ บาทหลวง อัยการ และนักการเมือง

เวลารู้สึกว่าความคิดของเรากำลังถูกโจมตี เราจะใช้รูปแบบบาทหลวงเพื่อปกป้องและส่งเสริมความเชื่อนั้น

เวลาเราเชื่อว่าความคิดของคนอื่นนั้นผิด เราจะใช้รูปแบบอัยการเพื่อพยายามพิสูจน์และเอาชนะ

และพอเวลาเราต้องการชักจูงให้คนอื่นมาอยู่ฝั่งเรา เราก็จะใช้รูปแบบนักการเมือง

แต่ผู้เขียนคิดว่า เราควรจะมีอีกรูปแบบหนึ่ง คือคิดแบบนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความต้องการค้นหาความจริงโดยตั้งข้อสมมติฐานและใช้การทดลองพิสูจน์

มี 3 ความลำเอียงทางความคิดที่เป็นอุปสรรคในเปลี่ยนความคิด

1. Confirmation bias ความลำเอียงเพื่อยืนยัน เป็นการที่เราจะเห็นแต่สิ่งที่เราคาดหวังว่าจะเห็น

2. Desirability bias ความลำเอียงกับความปรารถนา เป็นการที่เราจะเห็นแต่สิ่งที่เราต้องการจะเห็น

3. “I’m not biased” bias เป็นความลำเอียงที่เราคิดว่าเราไม่ลำเอียง

ทั้ง 3 อย่างนี้ จะส่งเสริมความเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมากเกินไป และติดกับอยู่กับอยู่ใน “วงจรความมั่นใจสูง” จนไม่สามารถค้นพบสิ่งที่ไม่รู้ได้

การมี mindset แบบนักวิทยาศาสตร์ จะนำไปสู่ “วงจรการคิดอีกรอบ” ซึ่งจะเริ่มจากการถ่อมตน
ซึ่งจะนำไปสู่ ความไม่แน่ใจและความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งจะผลักดันให้หาหลักฐานเพิ่มเติม
และถ้าค้นพบหลักฐานนั้น คุณก็ควรจะปรับเปลี่ยนความคิด
และก็จะเริ่มวงจรใหม่


ความเชื่อและความมั่นใจ

เราทุกคนมีจุดบอดที่มองไม่เห็นเกี่ยวกับความคิดและความเชื่อของตัวเอง ซึ่งเราควรจะฝึกฝนให้มองเห็นสิ่งนี้เพื่อจะเปลี่ยนความคิดได้

ตามทฤษฎีแล้ว ความสามารถและความมั่นใจควรอยู่คู่กัน แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป

คนที่มีความมั่นใจ มากกว่าความสามารถจริง เรียกว่ามี armchair quarterback syndrome ยกตัวอย่างเช่นแฟนทีมฟุตบอลที่คิดว่าตัวเองรู้มากกว่าผู้จัดการทีม

คนที่มีความสามารถ มากกว่าความมั่นใจ เรียกว่ามี impostor syndrome ซึ่งเป็นการเชื่อว่าตัวเองไม่มีความสามารถจริงและปลอมตัวอยู่

ทั้งสองกลุ่ม มีจุดบอดเกี่ยวกับความสามารถของตัวเอง
ดีที่สุดคือต้องหาจุดสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ให้ได้

นักจิตวิทยา 2 ท่าน ชื่อว่า David Dunning และ Justin Kruger ได้เสนอว่าคนที่ไม่มีความสามารถ จะไม่รู้ว่าเขาไม่มีความสามารถ ซึ่งทำให้เขามีความมั่นใจมากเกินไป
ปรากฏการณ์นี้ ได้ชื่อว่า Dunning-Kruger effect
การที่เราไม่รู้อะไรในด้านใดด้านหนึ่ง ทำให้เราเปิดใจเรียนรู้อย่างมากในตอนต้น
แต่พอได้เรียนรู้อย่างรวดเร็ว ทำให้มีความมั่นใจเพิ่มขึ้น และอาจทำให้คิดว่ารู้มากพอแล้ว จึงเริ่มปิดกั้นที่จะรู้เพิ่มเติม และทำให้ไม่รู้มากพอที่จะรู้ว่าตัวเองผิด ซึ่งจะเป็นปัญหาของการเปลี่ยนความคิด และจะตกไปอยู่ในวงจรความมั่นใจสูง

การถ่อมตนที่ยอมรับว่าตัวเองอาจจะไม่รู้ ไม่ได้หมายความว่าเป็นการโชว์ความอ่อนแอนะครับ
ผู้เขียนใช้คำว่า confident humility คือการถ่อมตนที่มั่นใจ ซึ่งเป็นการมีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง แต่ก็ยอมรับว่าอาจมีบางอย่างที่เราไม่รู้ มันจะทำให้เราไตร่ตรองความคิดที่มีอยู่แล้ว และมั่นใจในการเรียนรู้ต่อไป

การศึกษาเพิ่มเติม พบว่าความไม่แน่ใจ ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดีเสมอไป
จากการสำรวจ impostor syndrome จะสูงในกลุ่มสุภาพสตรีและกลุ่มคนที่เสียเปรียบในสังคม
แต่ที่น่าสนใจ คือมันค่อนข้างจะสูงในกลุ่มคนที่มีความสำเร็จสูงเช่นกัน
เขาสันนิษฐานว่าความไม่แน่ใจ เป็นแรงผลักดันให้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองมากขึ้น จนทำให้มีความสามารถโดยที่ไม่รู้ตัว

บางทีเราอาจจะต้องคิดใหม่เกี่ยวกับความไม่แน่ใจ ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะมันบังคับให้เราต้องตั้งคำถามและคิดค้นหนทางใหม่ และลดจุดบอดของความคิดให้ตัวเราได้


ความสุขของการผิด

เคยมีงานวิจัยที่มหาวิทยาลัย Harvard ในปี 1959
เขาให้นักเรียนเรียงความเกี่ยวกับความคิดและความเชื่อส่วนตัว
แต่แทนที่จะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เขียนมา เขากลับถูกโจมตีว่าเป็นความคิดที่ผิดและงี่เง่า
นักเรียนบางคนถึงขั้นน้ำตาไหลและขอถอนตัวทันที
แต่ก็มีอีกกลุ่มที่มีปฏิกิริยาแตกต่าง คือการที่ถูกต่อว่าทำให้พวกเขาตั้งคำถามเกี่ยวกับความคิดและความเชื่อของตัวเอง

การที่คุณคิดหรือทำผิด มันไม่ใช่เรื่องไม่ดีเสมอไป เพราะมันอาจทำให้ค้นพบสิ่งใหม่
แต่ถ้าความเป็นเอกลักษณ์หรือความเชื่อลึกๆของเราถูกโจมตี ส่วนมากแล้วเราจะปิดกั้นทันที

มีอยู่ 2 วิธีที่จะทำให้รู้สึกโอเคเมื่อรู้ว่าตัวเองคิดผิด
วิธีแรก คือจะต้องต้องแยกตัวเองในอดีต ออกจากตัวเองในปัจจุบัน มันจะทำให้คุณเห็นว่าคุณเปลี่ยนแปลงมากขนาดไหน และจะทำให้ง่ายขึ้นในการเปลี่ยนความคิด
วิธีที่ 2 คือแยกความเชื่อออกจากเอกลักษณ์ส่วนตัว การมีเอกลักษณ์อาจทำให้เปลี่ยนความคิดได้ยากขึ้น แต่ถ้าให้ความสำคัญกับค่านิยมของเอกลักษณ์แทนความเชื่อ อาจจะทำให้เปิดใจกับสิ่งใหม่ๆได้มากขึ้น
แต่การทำเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ง่ายเสมอไป
ทุกครั้งที่คุณได้ข้อมูลใหม่ คุณจะมีทางเลือกว่าจะยึดติดความคิดเดิมและไม่เปลี่ยนแปลง หรือจะตามหาความจริง ไม่ว่ามันอาจจะขัดแย้งกับความเชื่อของคุณก็ตาม

กลับไปพูดถึงการทดลองที่ Harvard อีกรอบนะครับ
หนึ่งในนักเรียนที่เข้าไปทดลอง ได้กลายเป็นเป็นศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ แต่เขาแอบแฝงความคิดสุดโต่ง ที่ว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนสังคมไปในทางที่ลบ และได้ทำการก่อการร้ายในที่สุด แน่นอนว่าอาจจะเป็นเพราะเขามีปัญหาทางจิต แต่ถ้าเขาเรียนรู้วิธีเปลี่ยนความคิด ไม่แน่ว่าเขาอาจจะไม่ได้ทำในสิ่งที่ทำลงไป


ความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์

ถ้าพูดถึงความขัดแย้งนะครับ คนส่วนมากจะนึกถึงคนสองคนตะโกนหรือด่ากัน
แต่ความขัดแย้งมาได้ใน 2 รูปแบบ

รูปแบบแรก คือ relationship conflict ความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นปัญหาส่วนตัวและเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนความคิด เพราะต่างฝ่ายต่างจะปกป้องความคิดตัวเองและไม่ยอมเปลี่ยนใจ

รูปแบบที่ 2 คือ task conflict ความขัดแย้งด้านการงาน ซึ่งสนับสนุนการเปลี่ยนความคิดโดยที่ไม่กระทบความสัมพันธ์ส่วนตัว
จากงานวิจัย พบว่าทีมที่มีประสิทธิภาพ จะมีความขัดแย้งด้านการงานเยอะกว่าความขัดแย้งด้านความสัมพันธ์

คนบางคน หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และจะเห็นด้วยกับคนอื่นเป็นส่วนมาก เพื่อไม่ต้องเผชิญหน้า
แต่ก็มีคนประเภทที่ชอบโต้แย้ง และท้าทายความคิดของคนอื่น
ถ้าให้การสนับสนุนคนประเภทนี้อย่างถูกต้อง อาจจะเป็นผลดีตอบการเปลี่ยนความคิด และอาจจะช่วยดึงคนอื่นที่ไม่กล้าโต้เถียง ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการพูดคุยด้วย
ผู้นำที่ดี ควรมีคนที่กล้าท้าทายความคิดอยู่รอบข้าง เพื่อที่จะไม่ให้ตัวเองมีความมั่นใจมากเกินไป และจะทำให้กล้าเปลี่ยนใจ
ในด้านส่วนตัวก็เช่นกัน เมื่อคุณลงมือทำอะไร ควรถามความคิดเห็นจากคนที่มีเจตนาดีที่กล้าท้าทายความคิดของคุณ

บางครั้งความขัดแย้งด้านการงานอาจจะลามปามได้
แต่แทนที่คุณจะให้ความขัดแย้ง เป็นเรื่องเกี่ยวกับว่าทำไมความคิดของคุณถูกต้อง คุณควรเปลี่ยนให้เป็นการโต้เถียงเกี่ยวกับวิธีการ ที่จะใช้ mindset นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะช่วยให้ลดโอกาสที่ความขัดแย้งจะกลายเป็นเรื่องส่วนตัว

เราทุกคนไม่ควรหลีกเลี่ยงความขัดแย้งนะครับ แต่ควรเรียนรู้วิธีมีความขัดแย้งที่สร้างประโยชน์มากกว่า เพราะมันจะช่วยให้เปลี่ยนความคิดได้


การโน้มน้าวผู้อื่น

ในปี 2018 แชมป์โต้วาที Harish Natarajan ได้โต้วาทีกับ AI ที่ชื่อว่า Project Debater
AI สามารถนำเหตุผลและหลักฐานมาจาก database ทั่วโลก แต่เป็น Harish ที่ทำให้ผู้ชมเปลี่ยนใจได้มากกว่า

ข้อผิดพลาดของคนส่วนใหญ่ในการโน้มน้าวคนอื่น คือคิดว่าเป็นต่อสู้และต้องเอาชนะ ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายปิดกั้นทันที และอยากจะเปลี่ยน
แต่จริงๆแล้ว ควรจะมองการโต้เถียงให้เป็นแบบการ “เต้นรำ” ที่ทั้งสองฝ่ายต้องปรับเข้าหากันมากกว่า

มี 4 ข้อปฏิบัติในการเจรจาหรือโน้มน้าวที่มีประสิทธิภาพ

ข้อแรก หาสิ่งที่เห็นตรงกัน
ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนใจคนอื่น คุณก็ต้องโชว์ว่าคุณเปิดใจ และพร้อมที่จะเปลี่ยนใจด้วยเช่นกัน ถ้าคุณส่งสัญญาณว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลที่ดี มันจะโชว์ว่าคุณมีเจตนาที่ถูกต้อง และต้องการหาความจริง

ข้อ 2 อย่าใช้เหตุผลเยอะเกิน
เหตุผลเป็นสิ่งสำคัญถ้าอีกฝ่ายเปิดใจรับ แต่ถ้าปิดกั้นแต่แรก ให้เหตุผลเท่าไหร่ก็ไม่มีประโยชน์

ข้อ 3 ไม่ตั้งรับและโจมตี
คุณควรเน้นความอยากรู้อยากเห็นมากกว่า

ซึ่งนำไปสู่ข้อที่ 4 คือการตั้งคำถาม
บางครั้งคุณอาจจะไม่เปลี่ยนใจใครได้ทันที แต่ถ้าตั้งคำถามที่ถูกต้อง อาจจะทำให้เขาเริ่มเกิดความสงสัย และไปหาข้อมูลเพิ่มเติม และอาจจะเปลี่ยนใจเองในที่สุด

แต่บางครั้ง ถึงทำยังไง อีกฝ่ายก็ไม่อยากจะเปิดใจ ถ้าคุณเปิดความรู้สึกของตัวเอง อาจจะสามารถค้นหาความรู้สึกของอีกฝ่าย และอาจจะช่วยได้ในข้อนี้
ที่สำคัญ ไม่ควรโจมตีเรื่องส่วนตัวอย่างเด็ดขาด
แต่ถ้าสุดท้ายแล้ว ถ้ารู้สึกว่ายังไงก็ไปต่อไม่ได้ ก็ควรยุติกันโต้เถียงจะดีกว่า

ผมแนะนำให้ไปชมคลิปหนังสือ Never Split The Difference ที่เกี่ยวกับการเจรจานะครับ


การแบ่งแยก

ในวงการเบสบอลนะครับ 2 ทีมที่เป็นคู่อริกันมากที่สุดคือ New York Yankees และ Boston Red Sox
แฟนๆของทั้งสองทีมก็ไม่ชอบกันและกัน และก็กล่าวหาว่าแฟนๆของอีกฝ่ายมีลักษณะงี่เง่าอย่างนู้นอย่างนี้
แน่นอนว่าไม่ใช่ในด้านเบสบอลหรือด้านกีฬาอย่างเดียว สิ่งเดียวกันก็เกิดขึ้นในด้านธุรกิจ การเมือง การงาน และเรื่องส่วนตัว
การที่เราตัดสินว่าอีกฝ่ายที่เราไม่ชอบว่ามีลักษณะอย่างไร มันจะเป็นอุปสรรคในการเปลี่ยนความคิด
แล้วเราต้องทำอย่างไรเพื่อจะก้าวข้ามมันได้?

มีจิตวิทยาเบื้องหลังความต้องการเป็นกลุ่มนะครับ ซึ่งผมจะไม่ลงลึกมาก ผมแนะนำให้ไปชมคลิปรีวิวหนังสือ The Righteous Mind ซึ่งจะอธิบายเพิ่มเติมนะครับ

คุณอดัมพยายามหาวิธีเปลี่ยนความคิด และดูเหมือนว่า ถ้าให้ 2 กลุ่มที่ไม่ชอบกันเห็นว่าเหตุผลเบื้องหลังเป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไหร่ อาจจะทำให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มเปิดใจที่จะเปลี่ยน
ตัวอย่าง New York Yankees และ Boston Red Sox แฟนๆทั้งสองฝ่ายไม่ชอบกันเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นร้อยปีที่แล้ว เพราะผู้เล่นชื่อว่า Babe Ruth ที่ย้ายทีม

แต่จะให้เหตุผลว่าความเชื่อของพวกเขามาจากความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลอาจจะไม่พอ
อีกหนึ่งวิธีคือต้องช่วยให้พวกเขาลองจินตนาการความเป็นไปได้ข้างเคียง อย่างเช่น อาจจะถามแฟนๆของ Yankees ว่า ถ้าพวกเขาเกิดใน Boston พวกเขายังจะไม่ชอบทีม Red Sox มั้ย?
วิธีนี้จะช่วยทำให้พวกเขาไตร่ตรองความคิดของตัวเอง และอาจจะทำให้เปลี่ยนใจ
ซึ่งไม่แน่ว่านี่อาจจะเป็นขั้นตอนแรกในการสร้างการเปลี่ยนแปลงสำหรับคนสองกลุ่มที่มีความเกลียดชังกันมายาวนาน


เปลี่ยนใจผู้อื่นด้วยการรับฟัง

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศตะวันตกมีปัญหาเรื่องการฉีดวัคซีน
ประชากรมีความเชื่อมั่นในวัคซีนน้อยลง อาจจะเป็นเพราะได้ข้อมูลที่ผิด หรืออะไรก็ตาม
ผลลัพธ์ที่ได้ คือโรคที่ไม่ควรระบาดแล้ว กลับมาระบาดอีกทีโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ยกตัวอย่างเช่น โรคหัดหรือว่า measles
ผู้ปกครองบางท่าน ยิ่งได้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัคซีน ยิ่งทำให้กลัวขึ้นและต่อต้านวัคซีนขึ้นอีก
เขาลองใช้วิธีที่เรียกว่า motivational interview หรือการสัมภาษณ์จูงใจ และก็เริ่มเปลี่ยนใจผู้ปกครองได้เพิ่มขึ้น

การสัมภาษณ์จูงใจ เริ่มต้นจากการถ่อมตน เพราะเราไม่รู้เหตุผลเบื้องหลังว่าทำไมอีกฝ่ายคิดแบบที่เขาคิด ซึ่งเราต้องการค้นพบ
เป้าหมายคือไม่ใช่กดดันให้อีกฝ่ายต้องเลือกอย่างที่เราเสนอ แต่เป็นการหยุดวงจรความมั่นใจของเขา เพื่อให้เปิดรับความเป็นไปได้อย่างอื่น
มันมี 4 ขั้นตอนด้วยกัน
ข้อ 1 ถามคำถามเปิดและไม่กดดัน
ข้อ 2 รับฟังอย่างจดจอและเห็นใจ
ข้อ 3 ส่งเสริมความต้องการและความสามารถที่จะเปลี่ยน
ข้อ 4 ถ้าเปลี่ยนใจอีกฝ่ายได้ ควรสรุปขั้นตอนเพื่อช่วยให้เปลี่ยนแปลง

ข้อดีของการสัมภาษณ์จงใจคือการเปิดใจของทั้งสองฝ่าย
การรับฟัง ทำให้ต่างฝ่ายต่างต้องพิจารณาใหม่เกี่ยวกับฝ่ายตรงข้าม และอาจช่วยในการเปลี่ยนความคิด
เมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกถูกกดดันและเริ่มเปิดใจ เขาอาจจะอนุญาตให้คุณแบ่งปันข้อมูล ซึ่งคุณก็สามารถใช้เหตุและผลเพื่อปรับความเข้าใจผิดได้
ที่สำคัญ คุณจะต้องมีเจตนาที่ดี เพราะถ้าคุณแกล้งทำ คุณจะไม่มีวันเปลี่ยนใจคนคนนั้นได้


ออกจากวิสัยทัศน์แคบ

เราทุกคนมีความคิดว่าเราต้องการดำเนินชีวิตอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การงาน ด้านธุรกิจ หรืออย่างอื่น
ซึ่งมันอาจจะเป็นแรงบันดาลใจให้เรามีความพยายามมากขึ้น
แต่ในทางตรงข้าม มันอาจทำให้เรามีวิสัยทัศน์ที่แคบและไม่เห็นความเป็นไปได้อย่างอื่น เพราะเราไม่รู้ว่าเวลาและสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงตัวเราอย่างไร
ถ้าเรายึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป อาจจะทำให้อยู่บนเส้นทางที่ผิด

บ่อยครั้ง หลายสิ่งอาจไม่ได้เกิดขึ้นตามที่คุณวางแผนไว้
ปฏิกิริยาแรกของคนส่วนมาก คือไม่ลองคิดใหม่อีกที แต่เป็นการทำสิ่งเดิมเพิ่มขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นลงทุนเพิ่มลงไปในธุรกิจที่ไม่เวิร์ค หรือเจาะจงไปในสายงานที่ตัวเองไม่ชอบ
แน่นอนว่าคุณอาจจะเสียดายกับสิ่งที่ลงทุนไปแล้ว แต่อาจจะเป็นเหตุผลด้านจิตวิทยามากกว่า
ที่น่าสนใจคือ สิ่งที่ทำให้เกิดความสำเร็จ อาจจะทำให้เกิดความล้มเหลวได้เช่นกัน นั่นก็คือ grit หรือความทรหดอดทน
หลายคนเข้าใจผิด และคิดว่าควรอดทนกับสิ่งที่ทำอยู่และความสำเร็จก็จะมาเอง แต่คุณจะต้องแยกแยะว่าสิ่งใดคุ้มค่ากับการอดทนทำต่อหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ควรอดทนที่จะเปลี่ยนทิศทางได้เช่นกัน

อีกหนึ่งกับดักด้านจิตวิทยาที่หลายคนทำพลาด เรียกว่า identity foreclosure การยึดเอกลักษณ์ คือการที่เราสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองเร็วเกินไป โดยที่ไม่ไตร่ตรองให้ดีซะก่อน
สิ่งที่เห็นได้จากการที่ผู้ใหญ่ชอบถามเด็กว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร?”
อดีตสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ Michelle Obama กล่าวว่านี่เป็นคำถามที่ไร้สาระที่สุดที่จะถามเด็ก
สิ่งที่ดี คือไม่ควรให้เด็กมองสายงานเป็นเอกลักษณ์ แต่ให้เป็นการกระทำอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้พวกเขากล้าค้นพบหลายๆเส้นทาง

ผู้เขียนแนะนำว่าเราไม่ควรวางแผนระยะยาวเกินไป และควรจะมีการ check-up กับแผนการของตัวเองเป็นช่วงๆ
ยกตัวอย่างเช่น ทุกๆ 6 เดือนถึง 1 ปี คุณอาจจะใช้เวลาไตร่ตรองเกี่ยวกับสายงานที่คุณเลือกว่ายังเป็นสิ่งที่คุณต้องการจะทำอยู่หรือเปล่า

ท้ายสุดนะครับ คุณไม่ต้องยึดติดกับเอกลักษณ์ของคุณไปตลอด
คุณจะต้องใช้ความถ่อมตนในการพิจารณาอดีต
มีความไม่แน่ใจในการถามเกี่ยวกับปัจจุบัน
และมีความอยากรู้อยากเห็นเพื่อจินตนาการอนาคต

สิ่งที่คุณค้นพบ อาจจะปลดปล่อยคุณจากสิ่งที่เป็นอยู่
การมีความคิดใหม่ ไม่ใช่เป็นเพียงการหาความรู้เพิ่มเติม แต่เป็นเครื่องมือที่ทำให้คุณมีชีวิตที่เติมเต็มได้


ท้ายสุด

ในความคิดของผมนะครับ เล่มนี้มีส่วนคล้ายกับหนังสือ 2 เล่มที่ผมเคยรีวิวไปแล้ว
ในหนังสือ Originals ผู้เขียนเสนอว่าการชะลอการตัดสินใจ จะช่วยให้มีความยืดหยุ่นและมีหนทางเพิ่มขึ้น
ในหนังสือ Range ผู้เขียนเสนอว่าสังคมกดดันให้เราเจาะจงเร็วเกินไป การหาประสบการณ์ก่อนแล้วค่อยเจาะจงภายหลังอาจจะดีกว่า


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-