[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ The Paradox Of Choice: Why More Is Less
แปลคร่าวๆนะครับ “ความขัดแย้งของตัวเลือก ทำไมยิ่งเยอะก็ยิ่งน้อย”
เขียนโดย Barry Schwartz ซึ่งเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและบริหารที่ Haas School of Business University of California Berkeley

คุณภาพชีวิตของคนเราปรับปรุงขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์จากอดีต
หนึ่งในเหตุผลอาจจะเป็นเพราะเรามีตัวเลือกเพิ่มขึ้นในหลายๆด้านของชีวิต ซึ่งทำให้รู้สึกว่าสามารถควบคุมชีวิตของเราและมีอิสรภาพ
แต่ถ้ามีตัวเลือกมากจนเกินไปมันอาจจะมีผลในแง่ลบมากกว่าที่เราคิด


เราเลือกอะไรบ้าง

ถ้าพูดถึง “choice” หรือตัวเลือก คนส่วนมากน่าจะคิดถึงการซื้อของเป็นสิ่งแรก เพราะเดี๋ยวนี้สินค้าประเภทเดียวก็มีตัวเลือกมากมาย
แต่จากงานวิจัยพบว่าคนเราซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นแต่ความพอใจกลับลดลง
งานวิจัยเพิ่มเติมยังพบว่าคนเราไม่สามารถมองข้ามตัวเลือกได้เพราะ
1. กลยุทธ์ marketing ที่มีประสิทธิภาพ
2. คนเราชอบเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้าง
3. และท้ายสุดคือสิ่งที่เรียกว่า “tyranny of small choices/decisions” เป็นการที่คนเรากลัวการตัดสินใจจากตัวเลือกที่เราคิดว่าไม่มากพอเลยต้องการหาตัวเลือกเพิ่มขึ้นอีก

มันไม่ใช่แค่การซื้อสินค้าอย่างเดียว ด้านอื่นๆของชีวิตก็มีตัวเลือกที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ด้านสุขภาพ และอื่นๆ ซึ่งการตัดสินใจจะมีความสำคัญมากขึ้น


เราเลือกอย่างไร

การเลือกที่ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะจะต้องดูหลายๆปัจจัย ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณจะซื้อบ้านก็ต้องดูโลเคชั่น ตัวบ้าน ราคา และอื่นๆ

โดยรวมแล้วการตัดสินใจจะมี 6 ขั้นตอน
1. ตั้งเป้าหมาย
2. จัดลำดับความสำคัญของเป้าหมาย
3. ดูตัวเลือกที่มี
4. พิจารณาความเหมาะสมของแต่ละตัวเลือก
5. เลือกตัวเลือกที่ดีที่สุด
6. และท้ายสุดคือใช้ผลลัพธ์ที่ได้จากตัวเลือกในการดัดแปลงความสำคัญของแต่ละเป้าหมายเพื่อประเมินความเป็นไปได้ในอนาคต

มันฟังดูตรงไปตรงมานะครับ แต่จริงๆแล้วในแต่ละขั้นตอนเราจะประสบกับปัญหาความลำเอียงด้านความคิด โดยเฉพาะในตอนที่เราจะต้องพิจารณาตัวเลือก เราอาจจะเจอกับ 4 ปัญหา
1. Availability คือการให้ความสำคัญมากเกินไปกับข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าหรือที่จำได้ อย่างเช่นคุณอาจจำได้ว่าเพื่อนคุณไม่พอใจกับสินค้าที่คุณสนใจ คุณก็เลยไม่เลือกสินค้านี้
2. Anchoring คือการยึดติดมากเกินไปกับข้อมูลที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณซื้อสินค้าบางอย่างในราคา 1,000 บาท ราคานี้ก็จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับสินค้าประเภทนี้ในอนาคต
3. Framing คือการวางกรอบข้อมูลเพื่อผลักดันการตัดสินใจ ยกตัวอย่างเช่น นมที่มีไขมัน 3% เหมือนกับนมไร้ไขมัน 97% แต่ผู้บริโภคอาจเห็นต่างกันถ้าถูกเสนอคนละแบบ
4. Prospects คือคนส่วนมากต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ฉะนั้นถ้าวางกรอบให้ดูเหมือนว่าจะเป็นการสูญเสียก็จะเบี่ยงเบนการตัดสินใจได้

คนที่เสนอข้อคิดทั้งหมดคือศาสตราจารย์ Daniel Kahneman ที่เขียนหนังสือ Thinking, Fast And Slow “คิด, เร็วและช้า” ซึ่งผมเคยรีวิวไปแล้ว ผมแนะนำให้ไปอ่านบทความและชมคลิปด้วยนะครับ

การตัดสินใจเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆมันไม่ค่อยเป็นปัญหา
แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ๆอย่างเช่นเรื่องเงินทองหรือสุขภาพ การมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นจะยิ่งทำให้ขั้นตอนการตัดสินใจซับซ้อนขึ้นอีก และถ้าตัดสินใจผิดขึ้นมาอาจจะได้ผลกระทบที่หนักหน่วง
นอกเหนือจากนั้นแล้วมันยังผลักดันให้เราเปลี่ยนจากการเป็น “chooser” ไปเป็น “picker
Chooser หรือว่า “ผู้เลือก” เป็นคนไตร่ตรองว่าด้านไหนสำคัญที่ควรจะใส่ใจในการเลือกอย่างเหมาะสม และถ้าไม่มีตัวเลือกที่ต้องการก็อาจจะคิดสร้างมันขึ้นมาเอง
Picker หรือว่า “ผู้หยิบ” เป็นคนที่หยิบตัวเลือกจากสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างไม่ใส่ใจ


การเลือก 2 ประเภท

การเลือกสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
ประเภทแรกเรียกว่า “maximizer” หรือว่า คนต้องการสิ่งที่ดีที่สุด คือจะค้นหาตัวเลือกให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้และตัดสินใจตัวเลือกที่ดีที่สุด
ประเภทที่ 2 เรียกว่า “satisficer” หรือว่า คนพอเพียง คือจะวางมาตรฐานว่าต้องการอะไรและเมื่อเจอสิ่งที่ดีพอก็เลือกสิ่งนั้นและไม่กังวลอีก

จากการสำรวจพบว่า คนประเภท maximizer มีปัญหาอยู่ 3 อย่าง
1. พวกเขาต้องใช้ความพยายามในการไตร่ตรอง เปรียบเทียบ และตัดสินใจ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในยุคที่มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นอย่างมาก
2. พวกเขามีแนวโน้มที่จะเสียใจหลังตัดสินใจไปแล้ว เพราะอาจคิดว่าตัวเองยังไม่ได้ไตร่ตรองมากพอ
3. และท้ายสุดถึงแม้ว่าผลลัพธ์ที่ได้อาจจะดีกว่าก็จริง แต่ความรู้สึกและความพอใจอาจจะแย่กว่า เพราะหยุดคิดไม่ได้ว่ามีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า
ฉะนั้น ถ้าพิจารณาหลายๆปัจจัยแล้ว การมีความพอเพียงน่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
แต่ก็ใช่ว่าถ้าคนเราเป็น maximizer ก็จะเป็นไปในทุกๆด้าน เราอาจจะเป็นประเภท satisficer ในด้านอื่นก็เป็นไปได้
ผู้เขียนเห็นว่าการมีตัวเลือกมากขึ้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันให้คนเราเป็น maximizer เพิ่มขึ้นด้วย


ทำไมเราเป็นทุกข์?

Choice and Happiness ตัวเลือกและความสุข

การมีตัวเลือกเป็นการให้อิสรภาพและเพิ่มการควบคุมให้กับชีวิตในรูปแบบหนึ่ง
แต่จากงานวิจัยพบว่ามีคนจำนวนมากเพิ่มขึ้นจากอดีตที่ไม่มีความสุขและคิดว่าไม่สามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้ ทั้งๆที่โลกเรามีความมั่งคั่งและความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น
ปัจจัยสำคัญที่สร้างความสุขให้กับคนเราดูเหมือนจะเป็นการมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดีไม่ว่าจะเป็นกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูงและชุมชน
แต่ที่น่าสนใจก็คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจะต้องใช้เวลาและความรับผิดชอบ และอาจเรียกได้ว่ามันลดทางเลือกให้กับตัวเรา แต่มันกลับให้ความสุขเราได้ ซึ่งหมายความว่าการสร้างขอบเขตและลดภาระการตัดสินใจในชีวิตอาจจะเป็นเรื่องที่ดี
อีกวิธีที่สามารถลดภาระการตัดสินใจคือการใช้ “second-order decision” หรือการตัดสินใจขั้นที่ 2 ซึ่งเป็นการใช้กฎเกณฑ์ มาตรฐาน หรืออุปนิสัยในการตัดสินใจอย่างรวดเร็วในเรื่องที่ไม่สำคัญ ซึ่งจะช่วยให้คุณไปใส่ใจกับสิ่งสำคัญที่ให้ความสุขกับคุณได้มากขึ้น


Opportunity Cost ค่าเสียโอกาส

มันมีเหตุผลด้านจิตวิทยาที่อธิบายว่าทำไมการเพิ่มตัวเลือกอาจทำให้เรารู้สึกแย่ลง

สิ่งแรกที่จะพูดถึงคือ “opportunity cost” หรือ “ค่าเสียโอกาส” ซึ่งเป็นการเสียโอกาสกับตัวเลือกอื่นๆเมื่อตัดสินใจเลือกตัวใดตัวนึงแล้วและอาจทำให้รู้สึกเสียดาย ยกตัวอย่างเช่นในวันหยุดถ้าคุณไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งคุณก็จะไปที่อื่นไม่ได้
Opportunity cost มีบทบาทในการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียระหว่างตัวเลือก แต่มันเป็นปัญหาสำหรับคนประเภท maximizer เพราะการมีตัวเลือกมากขึ้นมันยากที่จะพิจารณาข้อดีข้อเสียและอาจลดความน่าสนใจของตัวเลือกทั้งหมด
และยิ่งถ้ามีปัจจัยด้านความรู้สึกมาเกี่ยวข้องก็ยิ่งทำให้ไม่แน่ใจกับลำดับความสำคัญ ซึ่งจะทำให้เราไม่แน่ใจและอาจจะหลีกเลี่ยงการตัดสินใจไปเลยหรือถึงแม้ว่าตัดสินใจได้ก็อาจจะมีความไม่พอใจ
คนเราสามารถหาเหตุผลให้กับตัวเองในการตัดสินใจท่ามกลางตัวเลือกที่มากมาย ฉะนั้นผู้เขียนแนะนำว่าให้ปิดกั้นการเปลี่ยนใจเพราะคุณจะสามารถหาเหตุผลที่จะทำให้คุณพอใจกับสิ่งที่คุณเลือกไปแล้ว


Regret ความเสียใจ

สิ่งต่อไปที่ทำให้เรารู้สึกแย่ลงคือ “regret” หรือความเสียใจ
ถ้าคุณคิดว่าคุณอาจจะเจอสิ่งที่ดีกว่าได้ในอนาคตคุณจะประสบกับความเสียใจก่อนหน้า หรือถ้าสิ่งที่คุณเลือกไม่ได้ดีอย่างที่คิดหรือมาเจอสิ่งที่ดีกว่าภายหลังคุณจะประสบกับความเสียใจภายหลัง
ปัจจัยที่ทำให้เรารู้สึกเสียใจ
1. คือถ้าเรามีความรับผิดชอบในสิ่งๆนั้นโดยตรงเพราะเราอาจจะคิดว่าเราหลีกเลี่ยงมันได้ถ้าตัดสินใจแตกต่างตั้งแต่แรก
2. และอีกอย่างก็คือความสามารถในการจินตนาการตัวเลือกอาจทำให้เรารู้สึกว่าสิ่งที่ตัดสินใจไปนั้นไม่ดีพอ
ความต้องการหลีกเลี่ยงความเสียใจก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ หรือบางคนอาจจะไม่ตัดสินใจไปเลยเพราะเผื่อจะเจอสิ่งที่ดีกว่าจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง
สำหรับคนประเภท maximizer ยิ่งมีตัวเลือกมากขึ้นก็ยิ่งเสียใจมากขึ้นเพราะอาจจะคิดอยู่เสมอว่ามีตัวเลือกที่ดีกว่าที่ยังไม่เจอ และยิ่งในด้านที่มีความซับซ้อนสูงตัวเลือกที่ดีที่สุดอาจจะไม่ชัดเจน
แต่ความเสียใจก็มีข้อดีเพราะจะทำให้เรานึกถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตและใส่ใจในการตัดสินใจมากขึ้น


Adaptation การปรับตัว

หลังจากที่เราเลือกอะไรสักอย่างแล้ว เราอาจจะประสบปัญหาที่เรียกว่า “adaptation” หรือว่าการปรับตัว
มนุษย์เรามีความสามารถที่จะปรับตัวเข้ากับหลากหลายสถานการณ์ ซึ่งรวมไปถึงการเลือก
คุณเคยไหมล่ะครับตอนที่คุณต้องการอะไรมากๆหลังจากที่คุณได้มาสักพักก็เริ่มรู้สึกเฉยๆ ในทางตรงข้ามคนที่ประสบกับปัญหาที่สร้างความทุกข์ให้ในตอนต้นก็อาจจะปรับตัวได้และรู้สึกโอเคขึ้นมา
จากงานวิจัยคนส่วนมากไม่สามารถคาดเดาความรู้สึกของตัวเองในอนาคตได้ หนึ่งในเหตุผลอาจจะเป็นเพราะไม่ได้คำนึงถึงการปรับตัว
การมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นจะต้องใช้เวลาและความตั้งใจในการตัดสินใจ ซึ่งรวมไปถึงค่าเสียโอกาสและความเสียใจที่อาจจะได้ ฉะนั้นถ้าตัวเลือกให้ความพอใจไม่นานพอก็อาจจะไม่คุ้ม และคนประเภท maximizer จะประสบปัญหาด้านนี้
วิธีแก้ไขคือต้องคำนึงถึงการปรับตัวในอนาคตเพราะจะช่วยให้คุณหาตัวเลือกที่ดีพอและไม่ต้องเสียเวลามากเกินไป


Comparison การเปรียบเทียบ

Comparison” หรือว่า การเปรียบเทียบเป็นการหาข้อมูลในรูปแบบหนึ่ง เพราะเราไม่สามารถตัดสินว่าอะไรดีหรือไม่ดีได้ด้วยตัวมันเองแต่จะต้องเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
การประเมินความรู้สึกของตัวเองเราจะเปรียบเทียบกับ
1. สิ่งที่คาดหวัง
2. สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต
3. หรือสิ่งเกิดขึ้นกับคนอื่น
ซึ้งจะกระทบความรู้สึกของตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณสอบได้ B+ แต่คุณคาดหวังหรือเคยสอบได้ A และเพื่อนคุณก็ได้ A คุณก็คงจะรู้สึกไม่ดี
ในสมัยนี้ความคาดหวังในเกือบทุกๆด้านก็สูงขึ้น ปัจจัยสำคัญคือการมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น ซึ่งผลักดันให้คนค้นหาตัวเลือกที่ดีที่สุด
นอกเหนือจากนั้นแล้วการเปรียบเทียบทางสังคมก็เพิ่มขึ้น เพราะมีทั้งสิ่งของและช่องทางให้เปรียบเทียบมากขึ้น เพราะคนเราสามารถเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกได้
แต่การเปรียบเทียบทางสังคมไม่ใช่การอวดสิ่งของอย่างเดียวนะครับ แต่มันเป็นการแข่งขันในการหาทรัพยากรที่ดีที่สุดด้วย
คนประเภท maximizer จะประสบกับปัญหาการเปรียบเทียบเพราะต้องการสิ่งที่ดีที่สุด และถ้าเห็นว่าคนอื่นมีสิ่งที่ดีกว่าก็อาจจะรู้สึกไม่พอใจ


Whose fault? ความผิดของใคร

ผลกระทบด้านจิตวิทยาทั้งหมดที่พูดมา คาดว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวพันกับการที่มีคนประสบปัญหาโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
การที่คนเราต้องการควบคุมชีวิตตัวเองมากขึ้น ก็ผลักดันสังคมให้ความสำคัญกับการเป็นตัวของตัวเองมากขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่าคนเราต้องรับผิดชอบกับการตัดสินใจของตัวเองมากขึ้นจึงทำให้เราต้องการและความคาดหวังกับสิ่งดีที่สุดเท่านั้น และถ้าไม่ได้สิ่งนั้นก็จะโทษตัวเอง
จากงานวิจัยพบว่าคนประเภท maximizer มีแนวโน้มสูงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า เพราะยิ่งมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นความคาดหวังก็จะเพิ่มขึ้นแต่ความพอใจไม่เพิ่มขึ้นตามและอาจจะพบกับความผิดหวังและความเสียใจบ่อยครั้ง


วิธีแก้ไข

ผู้เขียนได้เสนอ 11 ขั้นตอนที่จะช่วยให้ดำเนินชีวิตได้ในท่ามกลางตัวเลือกที่ล้นหลาม

1. เลือกว่าจะเลือกเมื่อไหร่
การมีตัวเลือกเป็นสิ่งที่ดี แต่มันไม่มีประโยชน์ถ้าคุณได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดแต่ความรู้สึกในการเลือกกลับแย่
คุณจะต้องตัดสินใจว่าด้านไหนของชีวิตมีความสำคัญและใช้ความตั้งใจในการเลือกในด้านนั้น ในด้านอื่นๆคุณก็เลือกตามความเพียงพอ ซึ่งโดยรวมแล้วจะช่วยให้คุณเลือกน้อยลงแต่มีความรู้สึกที่ดีขึ้น

2. เป็น “chooser” แทนที่จะเป็น “picker”
ก่อนหน้านี้ได้แยกแยะระหว่าง chooser และ picker ไปแล้ว
Chooser จะลดตัวเลือกโดยการไม่เสียเวลากับเรื่องที่ไม่สำคัญ แต่จะต้องไตร่ตรองอย่างเหมาะสมและสร้างโอกาสให้กับตัวเอง

3. เป็น “satisficer” มากขึ้น และเป็น “maximizer” น้อยลง
อย่างที่พูดไปแล้วว่า satisficer มีความพอใจมากกว่า maximizer ฉะนั้นคุณควรเรียนรู้ความพอเพียงในหลายๆด้านของชีวิต

4. ค่าเสียโอกาสของค่าเสียโอกาส
การตัดสินใจทุกอย่างจะต้องมีค่าเสียโอกาส แต่คุณไม่ควรคิดถึงมันมากเกินไปเพราะอาจทำให้ความพอใจลดลงในสิ่งที่คุณเลือก

5. ตัดสินใจโดยที่เปลี่ยนไม่ได้
ถ้าเราสามารถเปลี่ยนใจหลังจากที่ตัดสินใจไปแล้วอาจจะทำให้ความพอใจลดลง แต่ถ้าเราเปลี่ยนใจไม่ได้เราจะใช้เหตุผลทางจิตวิทยาเพื่อให้สิ่งที่เราเลือกมีความหน้าพอใจ

6. ฝึกฝนความซาบซึ้งใจ
ความพอใจกับสิ่งที่เราเลือกขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรานำมาเปรียบเทียบ ถ้าเราเปรียบเทียบกับสิ่งที่ดีกว่าเราจะรู้สึกแย่ เราควรฝึกฝนความซาบซึ้งใจกับสิ่งที่มีเพื่อให้มีความพอใจและลดความผิดหวัง

7. ลดความเสียใจ
ถ้ามีความเสียใจมากเกินไปมันจะกระทบกับการตัดสินใจ
คุณจะต้องเข้าใจว่าชีวิตมีความซับซ้อนอย่างมาก ไม่แน่ว่าสิ่งที่คุณคิดว่าคุณควรจะเลือกอาจจะไม่ได้มีผลลัพธ์อย่างที่คุณคิดก็เป็นไปได้

8. คำนึงถึงการปรับตัว
ไม่ว่าคุณจะเลือกสิ่งที่ดีขนาดไหน หลังจากเวลาผ่านไปคุณอาจจะไม่ได้มีความรู้สึกดีอย่างตอนแรกเพราะเกิดความเคยชิน ฉะนั้นมันอาจจะดีกว่าถ้าคุณเลือกสิ่งที่ดีพอเพื่อที่จะไม่ได้ผิดหวังมากเกินไป

9. ควบคุมความคาดหวัง
การประเมินคุณภาพของประสบการณ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับความคาดหวังที่คุณตั้งไว้ ถ้ามีความคาดหวังสูงคุณอาจจะผิดหวัง ฉะนั้นคุณควรสร้างความคาดหวังที่เหมาะสม

10. ลดการเปรียบเทียบ
การเปรียบเทียบก็อาจทำให้เกิดความผิดหวัง คุณจะต้องเรียนรู้ความเพียงพอและใส่ใจกับสิ่งที่ให้ความสุขกับคุณไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นมี

11. สร้างข้อจำกัด
เมื่อตัวเลือกในชีวิตของเราเพิ่มขึ้น อิสระที่เราได้อาจกลายเป็นกับดักเพราะการตัดสินใจจะต้องใช้เวลามากขึ้น
เราควรจะเรียนรู้ว่าข้อจำกัดก็ให้อิสระเราได้เช่นกัน
เพราะท้ายสุดแล้ว
ตัวเลือกภายในข้อจำกัด
และอิสรภาพภายในกฎเกณฑ์
เป็นสิ่งที่ทำให้เราสามารถจินตนาการความเป็นไปได้ที่น่ามหัศจรรย์


หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นมาก่อนที่ social media จะมีบทบาทเหมือนในปัจจุบันนะครับ และปัญหาที่พูดมาทั้งหมดโดยเฉพาะการเปรียบเทียบกับคนอื่นก็น่าจะแย่ลงไปอีก

ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-