[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]

หนังสือ The Laws Of Human Nature กฎของธรรมชาติมนุษย์


เล่มนี้เขียนโดย Robert Greene ซึ่งเป็นผู้เขียนคนเดียวกับ The 48 Laws Of Power 48 กฎของอำนาจ ผมแนะนำให้ไปชมคลิปด้วยนะครับ

มนุษย์เราคิดว่าเราสามารถควบคุมการกระทำของเราเองได้ตลอด
แต่ความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้นเลย เพราะมันมีแรงผลักดันหลายๆอย่างที่เราอาจจะไม่รู้ตัว
ผู้เขียนได้เสนอ 18 กฎของธรรมชาติมนุษย์ในหลายๆด้าน
ซึ่งเมื่อรู้ถึงต้นตอของสิ่งเหล่านี้ ก็จะช่วยให้เราควบคุมตัวเอง และสังเกตสัญญาณจากคนอื่นเพื่อรับมือได้
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ยังจะช่วยให้คุณสร้างความเชื่อมโยงกับคนรอบข้าง และหลีกเลี่ยงคนประเภทท็อกซิกด้วย


1. The Law of Irrationality กฎของความไม่สมเหตุสมผล

เราทุกคนคิดว่าเราทำทุกอย่างด้วยความสมเหตุสมผล
แต่ความเป็นจริงแล้ว อารมณ์ของเรามีอิทธิพลอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เราเห็นในสิ่งที่อยากจะเห็น หรือหาหลักฐานเพื่อยืนยันในสิ่งที่ต้องการจะเชื่อ และอีกหลายๆอย่าง
ซึ่งทั้งหมดจะทำให้เรามองข้ามความเป็นจริงและอาจจะเกิดปัญหา

คุณจะต้องตระหนักถึงความลำเอียงทางความคิดของเราเองที่มีอยู่มากมาย และต้องเข้าใจปัจจัยที่สามารถทวีคูณความลำเอียงพวกนี้
ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ตื่นเต้น ความกดดัน หรือความโกรธเคือง ซึ่งจะทำให้มันแย่ลงไปอีก

คุณควรสร้างความสมเหตุสมผลในตัว โดยพยายามรู้จักและค้นพบต้นตอของอารมณ์ตัวเองให้มากที่สุด และหาความสมดุลระหว่างอารมณ์และความคิด
เมื่อคุณต้องตอบโต้อะไรควรใช้เวลาให้มากขึ้นเพื่อไม่ให้ถูกอารมณ์ครอบงำ


2. The Law of Narcissism กฎของการหลงตัวเอง

เครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงกับคนอื่นได้ คือความเห็นอกเห็นใจ
ซึ่งจะช่วยให้เราสัมผัสถึงอารมณ์ของผู้อื่นและลดระดับการต่อต้านของเขาได้
แต่ถ้าเรามีความหลงตัวเองมากเกินไปก็จะทำสิ่งนี้ได้ยาก

จริงๆแล้วเราทุกคนมีความหลงตัวเองในระดับหนึ่ง เพราะมันเป็นการรักตัวเองในรูปแบบหนึ่ง
แต่เราไม่ควรมีมากเกินไปจนอันตราย
มันจะดีกว่าถ้าเราสามารถเปลี่ยนความรักตัวเองให้ออกไปหาสิ่งภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นกับผลงานหรือกับผู้อื่น
ซึ่งจะช่วยให้คุณยอมรับคำติชมหรือคำแนะนำและสร้างการพัฒนาในชีวิตได้


3. The Law of Role-Playing กฎของการสวมบทบาท

การเข้าสังคมและพบปะกับผู้คนในแต่ละวัน คนเราจะต้องเสนอด้านที่ดีที่สุดของตัวเองออกไปและอาจปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง
แต่บางครั้งก็อาจจะเกิดรอยร้าวที่ทำให้ความจริงปรากฏออกมา

คุณจะต้องเข้าใจว่าเราทุกคนเป็นนักแสดงในระดับหนึ่งเพราะมันจะช่วยให้สังคมเดินหน้าได้ และไม่ควรต่อต้าน
สิ่งที่คุณเห็นต่อหน้าอาจจะไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไป และคุณควรเรียนรู้วิธีจับสัญญาณได้อย่างถูกต้อง
นอกเหนือจากนั้นแล้วคุณควรเรียนรู้วิธีเสนอตัวเอง อย่างเช่นการสร้างความประทับใจครั้งแรกที่ดี การวางภาษากายที่ถูกต้อง หรือการเข้าใจกลุ่มคนที่คุณมีปฏิสัมพันธ์ด้วย


4. The Law of Compulsive Behaviour กฎของพฤติกรรมที่หยุดยั้งไม่ได้

ก่อนที่เราจะไปปฏิสัมพันธ์กับใคร เราไม่ควรตัดสินจากสิ่งที่เราได้ยินมาหรือภาพลักษณ์ที่เขาเสนอ
แต่เราควรดูที่คาแรคเตอร์ของคนคนนั้น
เพราะบางคนอาจจะหลอกคนอื่นได้บางครั้งบางครา แต่อุปนิสัยและคาแรคเตอร์ที่มีมานานนั้นจะหลอกกันได้ยาก

คุณควรเข้าใจคาแรคเตอร์ของตัวเองและพยายามหยุดยั้งสิ่งที่แย่
หลังจากนั้นจะต้องเรียนรู้วิธีอ่านผู้อื่น
สัญญาณที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือดูการกระทำในระยะยาวซึ่งมันจะแสดงธาตุแท้ของคนคนนั้น
ยกตัวอย่างเช่นบางคนอาจจะสร้างแต่ดราม่าในชีวิต บางคนอาจจะดีแต่พูด หรือบางคนอาจจะแกล้งทำดี
ซึ่งคุณควรจะหลีกเลี่ยงคนประเภทนี้ทั้งหมด


5. The Law of Covetousness กฎของความอยากได้

ธรรมชาติของมนุษย์เราจะต้องการสิ่งที่ตัวเองไม่มี
ถ้าคุณลดการเข้าถึงตัวและสร้างความลึกลับให้ตัวเอง ก็อาจจะทำให้คนอื่นยิ่งต้องการคุณมากขึ้น

ในการได้ประโยชน์จากข้อนี้ คือคุณจะต้องสร้างให้ตัวคุณหรือผลงานเป็นสิ่งที่คนอื่นต้องการ
คุณจะต้องวางกลยุทธ์ว่าคนอื่นจะเข้าถึงคุณได้เมื่อไหร่และอย่างไร
และจะต้องทำให้ดูเหมือนว่ามีคนอีกมากมายต้องการสิ่งที่คุณมีด้วยเช่นกัน

ความอยากก็ไม่ใช่เป็นสิ่งที่แย่เสมอไปนะครับ เพราะมันจะผลักดันให้เราค้นหาสิ่งที่ดีกว่า
แต่ที่สำคัญคือคุณจะต้องควบคุมมันให้ได้ และควรเน้นไปทางความเป็นจริงที่จะช่วยคุณปรับปรุงสิ่งที่ทำได้


6. The Law of Shortsightedness กฎของการมองสั้น

มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนส่วนมากจะให้ความสนใจกับสิ่งล่าสุดหรือสิ่งที่มีความเร่งด่วน
แต่ข้อเสียคือมันอาจจะทำให้ไปสนใจสิ่งที่ให้ผลลัพธ์ระยะสั้นแต่มีข้อเสียในระยะยาว

คุณควรขยายวิสัยทัศน์และมองผลกระทบในระยะยาว
และควรหลีกเลี่ยงคนที่ไม่ใส่ใจกับการกระทำของตัวเอง
เมื่อคุณเจอโอกาสหรือปัญหาอะไร คุณไม่ควรเคลิ้มไปกับมัน แต่ควรใช้เวลาไตร่ตรองเพื่อหาข้อเท็จจริง

แน่นอนว่าเราก็ควรใส่ใจและมีความสุขกับปัจจุบัน แต่ก็ควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายระยะยาว
ซึ่งจะช่วยให้คุณวางแผนได้ดีกว่า และหยุดยั้งไม่ให้เกิดการตอบโต้ที่เกินควร


7. The Law of Defensiveness กฎของการป้องกัน

ชีวิตคนเรามีแต่การแข่งขัน มันก็ไม่น่าแปลกที่เราจะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง และไม่ต้องการรู้สึกถูกกดดันให้ทำอะไร
การที่เราไปท้าทายความคิดของคนอื่นอาจจะทำให้เขาปิดกั้น

แต่บางครั้งเราอาจจะต้องการเปลี่ยนความคิดของอีกฝ่าย
กลยุทธ์ที่ดีคือคุณควรจะเป็นคนรับฟัง และสร้างอารมณ์ที่รู้สึกเปิดรับ
นอกเหนือจากนั้นแล้วคนเรายังมีความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวเองที่ว่า เรามีความคิดเป็นของตัวเอง เรามีสติปัญญา และเราเป็นคนดี
ฉะนั้นคุณต้องให้คำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ และทำให้เขารู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงมันมาจากตัวเขาเอง

ในเรื่องความคิดส่วนตัว คุณควรสร้างความยืดหยุ่นที่เก็บสิ่งที่เป็นประโยชน์ และไม่จำเป็นต้องยึดติดกับความคิดเดิมๆเสมอไป


8. The Law of Self-Sabotage กฎของการทำลายตัวเอง

คนทุกคนมีทัศนคติที่แตกต่างกันเกี่ยวกับหลายๆด้านของชีวิต ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของชีวิต
แต่ทัศนคติสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ และเราควรค้นพบขอบเขตว่าเราไปได้ถึงขนาดไหน

คุณควรจะเข้าใจทัศนคติของตัวเอง และดูว่ามันมีผลกระทบกับชีวิตอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อคุณเจออุปสรรค
คนรอบข้างก็อาจจะทำให้คุณเห็นได้เช่นกัน
หลังจากนั้นคุณจะต้องสร้างความเชื่อว่าคุณสามารถเปลี่ยนทัศนคติให้มาเป็นในแง่บวกได้
สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญคือทัศนคติในการเผชิญหน้ากับอุปสรรค การมีมุมมองที่ดีเกี่ยวกับตัวเองและเกี่ยวกับผู้อื่น


9. The Law of Repression กฎของการยับยั้ง

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ คนเราต้องเสนอภาพลักษณ์ที่ดีที่สุดของตัวเองออกมา
แต่ภายใต้ภาพลักษณ์นั้นอาจจะมีลักษณะด้านลบที่เราทุกคนปกปิด
แต่การทำเช่นนี้จะต้องใช้พลังงานอย่างมาก เพราะอาจจะมีการกระทำที่ขัดแย้ง และอาจเกิดระเบิดทางอารมณ์

เราทุกคนควรจะค้นพบและสำรวจลักษณะด้านลบหรือข้อบกพร่องของตัวเอง
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่คุณทำเป็นประจำโดยไม่รู้ตัวหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็ตาม
หลังจากนั้นควรยอมรับและทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของลักษณะตัวเอง เพราะมันจะสร้างประโยชน์และทำให้คุณดูมีความจริงใจมากขึ้น


10. The Law of Envy กฎของความอิจฉาริษยา

มนุษย์เราชอบเปรียบเทียบกันและกันในหลายๆด้าน ซึ่งอาจจะผลักดันให้เกิดการปรับปรุง
แต่บ่อยครั้งจะทำให้เกิดการอิจฉา และจะมาจากคนที่เรารู้จักซะเป็นส่วนใหญ่

คุณควรเรียนรู้วิธีจับสัญญาณความอิจฉา เพราะมันอาจจะไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่
อย่างเช่นอาจจะยกย่องคุณมากเกินไปจนผิดปกติ โดยเฉพาะตอนที่คุณประสบความสำเร็จอะไรสักอย่าง
ถ้าคุณเองรู้สึกมีความอิจฉาคนอื่น คุณควรหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพราะมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด
นอกเหนือจากนั้นแล้ว คุณยังสามารถเปลี่ยนทัศนคติ และทำให้สิ่งที่คุณอิจฉากลายเป็นเป้าหมายที่คุณจะไปให้ถึง


11. The Law of Grandiosity กฎของความใหญ่โตโอ้อวด

คนเราทุกคนชอบมองตัวเองเกินความเป็นจริงในด้านใดด้านหนึ่ง
แต่ถ้ามันมากไปก็จะกลายเป็นความโอ้อวดที่อันตราย และอาจทำให้เข้าใจผิดว่าความสำเร็จทุกอย่างเกิดจากการกระทำของตัวเอง และจะทำให้ตัดสินใจอย่างไม่สมเหตุสมผล

ความโอ้อวดจากคนอื่นอาจจะมาในรูปแบบการยกย่องตัวเอง
หรือถ้าเป็นผู้นำก็อาจจะบอกว่าเขาคนเดียวเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาทุกอย่างได้
แต่ความโอ้อวดก็สามารถเป็นประโยชน์ให้กับตัวเราเอง
คุณจะต้องความเข้าใจว่าเราทุกคนต้องการรู้สึกมีความสำคัญ
หลังจากนั้นควรสร้างเป้าหมายที่เหมาะสมกับความเป็นจริงและถ่ายทอดพลังงานไปที่สิ่งนั้น


12. The Law of Gender Rigidity กฎของความดื้อด้านทางเพศ

ในด้านพันธุกรรม มนุษย์ทุกคนมีลักษณะของทั้งสองเพศ
ความกดดันทางสังคม อาจทำให้เราต้องระงับลักษณะของเพศตรงข้าม และเพิ่มลักษณะของเพศตัวเอง
แต่นั่นทำให้เราสูญเสียอีก 1 มิติของมนุษย์ และเกิดการเข้าใจผิดกัน

เราควรสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะของทั้งสองเพศ ไม่ว่าจะเป็นในด้านความคิด ด้านการกระทำ ด้านการเรียนรู้ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคมทและการเป็นผู้นำ
ซึ่งจะช่วยให้คุณมีความยืดหยุ่นและสร้างความสมบูรณ์แบบให้กับตัวเองได้มากขึ้น


13. The Law of Aimlessness กฎของการไร้จุดมุ่งหมาย

คนส่วนมากอาจจะรู้ว่าตัวเองต้องการอะไร แต่เราได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้างและอารมณ์ของตัวเอง
และถึงแม้ว่าจะพยายามมากขนาดไหนก็อาจจะรู้สึกไร้ทิศทางและหดหู่

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสร้างจุดประสงค์ให้กับชีวิตเราเอง
จุดประสงค์ของคุณอาจจะมาจากการที่คุณหลงใหลในเรื่องบางเรื่อง ซึ่งคุณควรจะสำรวจตัวเองให้มากที่สุด
บางครั้งคุณจะต้องพบอุปสรรคแต่ก็ไม่ควรหลีกเลี่ยง
สิ่งที่ควรระวังคืออย่าหลงใหลไปไหนจุดประสงค์ที่ผิด อย่างเช่นเงินทองหรือชื่อเสียง เพราะมันอาจจะไม่ยั่งยืน


14. The Law of Conformity กฎของความสอดคล้อง

การที่เราอยู่ในกลุ่ม อาจจะเป็นครอบครัวหรือองค์กร จะมีอิทธิพลกับความประพฤติของเราเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะเป็นการทำตามหรือมีความเชื่อเหมือนคนรอบข้าง
ซึ่งอาจทำให้เราเสียความเป็นเอกลักษณ์และทำในสิ่งที่ไม่สมเหตุสมผล

คุณควรจะตระหนักถึงอิทธิพลในด้านนี้ และเข้าใจว่าภายในกลุ่มจะมีกฎเกณฑ์และวัฒนธรรมที่อาจจะมีผลกระทบกับตัวคุณได้
แต่การรวมตัวกันก็สามารถมีผลกระทบในด้านบวกอย่างมาก
สิ่งสำคัญคือจะต้องมีจุดประสงค์ที่น่ายกย่อง รวบรวมสมาชิกที่เหมาะสม ส่งเสริมการสื่อสารที่ไม่กีดกั้น ใช้อารมณ์ด้านบวก และสร้างความแข็งแกร่งให้กับกลุ่มเพื่อที่จะฝ่าฟันอุปสรรคได้


15. The Law of Fickleness กฎของความโลเลไม่แน่นอน

ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน คนเราจะมีความขัดแย้งในความเชื่อเกี่ยวกับคนที่เป็นผู้นำ
อย่างเช่นเรารู้ว่ามันจำเป็นที่ต้องมีผู้นำ แต่เราก็อาจจะเกรงกลัวหรือเกลียดคนที่มีอำนาจ
คุณจะต้องเข้าใจศิลปะของการเป็นผู้นำเพื่อที่คนอื่นจะยินดีที่จะติดตามคุณ

สิ่งแรกคือคุณควรเรียนรู้ปรากฏการณ์ของอำนาจจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์ หรือผู้นำที่คุณเห็นในข่าวสาร ทั้งในด้านลบและด้านบวก
สิ่งที่ 2 ที่คุณควรสร้างกลยุทธ์และอุปนิสัยของการเป็นผู้นำที่ดีให้กับตัวเอง และคอยสังเกตผลกระทบกับคนรอบข้าง
ท้ายสุดคุณอย่าเข้าใจผิดว่าการมีอำนาจนั้นเป็นเรื่องแย่เสมอไป เพราะมันจำเป็นจะต้องมีผู้นำที่ดีในสังคม


16. The Law of Aggression กฎของการรุกราน

คนบางคนต้องการมีอิทธิพลกับคนรอบข้างหรือสร้างอำนาจมากเกินไปจนเกิดพฤติกรรมที่รุกราน
ซึ่งอาจจะรวมไปถึงตัวเราด้วย
พฤติกรรมนี้อาจเกิดจากความรู้สึกไม่แน่ใจกับชีวิตเราเอง จึงต้องการเพิ่มอำนาจ

คุณควรเรียนรู้และคอยสังเกตความดุดันจากผู้อื่น และหาวิธีรับมือที่เหมาะสม
นอกเหนือจากนั้นแล้วก็ควรตระหนักถึงความดุดันภายในตัวเราเอง และควบคุมมันเพื่อให้ได้ประโยชน์
ยกตัวอย่างเช่นเราจะต้องใช้ความโมโหในสิ่งที่ถูกต้อง
และมีความทะเยอทะยาน ความอดทน และความกล้าหาญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในสิ่งนั้น


17. The Law of Generational Myopia กฎของการมองยุคสมัยที่แคบ

ยุคสมัยที่เราเกิดนั้น มีอิทธิพลกับตัวเราอย่างมาก
มีสิ่งที่เรียกว่า Zeitgeist หรือว่าจิตวิญญาณของยุคสมัย ซึ่งทำให้คนในแต่ละยุคมีความคิดและค่านิยมที่แตกต่างกัน
และยิ่งเราโตขึ้นเราก็อาจจะปิดกั้นความคิดใหม่ๆ

เราควรทำการวิเคราะห์และสร้างความเข้าใจกับจิตวิญญาณของยุคสมัยตัวเอง ว่ามันมีผลกระทบกับความคิดของเราอย่างไร
อาจจะมีเหตุการณ์หรือเทคโนโลยีอะไรสักอย่างที่มีอิทธิพลสูงกับยุคสมัยนั้น
ทั้งหมดจะช่วยให้เราสามารถคาดเดาทิศทางและการเปลี่ยนแปลง และเข้าใจบทบาทของตัวเองมากขึ้น


18. The Law of Death Denial กฎของการปฏิเสธความตาย

ความตายเป็นเรื่องที่คนส่วนมากไม่ต้องการคิดถึง
แต่ถ้าเราตระหนักถึงความตายมันจะช่วยให้เรามีจุดประสงค์และเพิ่มความเร่งรีบให้ไปถึงจุดหมาย

เราควรฝึกฝนตัวเองให้ตระหนักถึงสิ่งนี้ เพราะมันจะเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอุปสรรคและความผิดหวัง
และจะช่วยทวีคูณประสบการณ์ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็นสิ่งสวยงามที่อยู่รอบข้าง หรือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเราเอง
นอกเหนือจากนั้นแล้ว เราจะสัมผัสถึงอิสรภาพที่แท้จริง
เพราะเราจะไม่จำกัดตัวเองกับสิ่งที่เป็นอยู่ และจะมีความกล้าหาญที่จะขยายความเป็นไปได้อย่างมากที่สุดเท่าที่เราทำได้


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากการบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD