[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Originals เพราะความเหมือนไม่เปลี่ยนโลก

เขียนโดย Adam Grant เขาเป็นนักเขียน และเป็นศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาองค์กรที่ Wharton School University of Pennsylvania
เขาได้เป็นศาสตราจารย์เต็มตัวตอนอายุเพียง 28 เท่านั้น และก็ยังเขียนหนังสืออีกหลายเล่ม

ในเล่มนี้ เขาต้องการจะดูว่า คนที่มีความคิดสร้างสรรค์แบบต้นฉบับ ที่เขาเรียกว่า “Originals” มีลักษณะอย่างไร และเขาจะแนะนำสิ่งที่คุณสามารถทำได้ที่จะสร้างลักษณะนี้ให้กับตัวคุณ


การทำลายล้างอย่างสร้างสรรค์

นักจิตวิทยาได้แบ่งเส้นทางไปสู่ความสำเร็จเป็น 2 เส้นทาง

(1) Conformity ก็คือทำตามเส้นทางที่ถูกวางไว้แล้วเหมือนคนทั่วไป

(2) Originality ก็คือการมีความคิดที่เป็นของตัวเองที่อาจจะสวนทางจากคนส่วนมาก

จริงๆแล้ว ความคิดส่วนมาก ก็ไม่ได้เป็นแบบต้นฉบับ100%เพราะมันมาจากสิ่งที่เราเรียนรู้จากภายนอก
แต่ในที่นี้ ผู้เขียนได้เสนอว่า ความเป็นต้นฉบับ คือการนำเสนอความคิดที่ค่อนข้างจะแปลกใหม่ในด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อที่จะปรับปรุงด้านนั้น

คนคิดแบบต้นฉบับ ไม่ได้คำนึงถึงความคิดใหม่ๆอย่างเดียว แต่ต้องมีขั้นตอนให้มันเป็นจริงด้วย

มันปฏิเสธไม่ได้นะครับว่าการมีความพยายาม และความมุ่งมานะสูง มันสำคัญที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ
แต่ปัญหาก็คือ การมีแรงจูงใจกับความสำเร็จมากเกินไป อาจทำให้ไม่กล้าลองทำสิ่งแปลกใหม่ เพราะกลัวความล้มเหลว และสุดท้ายก็เดินตามเส้นทางเดิม

นี่เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในอดีตหลายคน ก็เคยรู้สึกแบบนี้
ยกตัวอย่างเช่น Martin Luther King Jr ผู้นำการสร้างความเท่าเทียมให้ชาวสีผิวในอเมริกา จริงๆเขาไม่ได้ต้องการจะเป็นผู้นำเลย เขาแค่อยากจะเป็นบาทหลวงธรรมดา

แน่นอนครับ ว่าคนส่วนมากอาจจะไม่คิดจะทำอะไรยิ่งใหญ่อย่างนั้น
แต่คุณสามารถเปลี่ยนสิ่งรอบข้างคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือที่เรียน
คุณแค่จะต้องตั้งคำถาม ว่ามีอะไรที่ดีกว่าหรือไม่

ผู้เขียนได้เล่าเรื่องนักศึกษา 4 คนที่เริ่มบริษัท startup ขายแว่นตาออนไลน์ ชื่อว่า Warby Parker และก็ได้มาชักชวนคุณอดัมไปลงทุนด้วยตั้งแต่แรก
แต่เขาได้ปฏิเสธไป เพราะเขาเห็นว่า นักศึกษา 4 คนนี้ยังไม่กล้าเสี่ยงพอ
หลังจากนั้น 6 ปี บริษัททำยอดขายได้ 100 ล้านเหรียญ และมีมูลค่า 1 พันล้านเหรียญ
คุณอดัมยอมรับว่า นี่เป็นหนึ่งในการตัดสินผิดพลาดที่สุดในชีวิตเขา

เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า คนส่วนมากมองคนมีความคิดต้นแบบ ว่าจะต้องมีความกล้าเสี่ยงสูง ซึ่งก็ไม่จริงเสมอไป
จากงานวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการที่เริ่มธุรกิจ และยังทำงานประจำอยู่ จะมีโอกาสที่จะล้มเหลวน้อยกว่า
มีตัวอย่างให้เห็นหลายคนนะครับ อย่างเช่น Phil Knight ผู้ก่อตั้งบริษัท Nike และ Steve Wozniak ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple
ไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการอย่างเดียวนะครับ นักดนตรี John Legend และนักเขียน Stephen King ก็ยังทำงานตอนที่เริ่มมีผลงานออกมาแล้ว
ประเด็นที่สำคัญนะครับ การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง หรือไม่แน่ใจกับความคิดของตัวเอง มันดีกว่าการทุ่มสุดตัวเหมือนนักพนัน

จากการศึกษาในหลายๆด้านพบว่า ผู้ประกอบการไม่ได้ชอบความเสี่ยงมากกว่าคนอื่น
ผู้ที่มีความคิดต้นแบบในด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าเขามีความคิดแบบนั้นในทุกๆด้าน
การที่ผู้ประกอบการหลายคนมีงานประจำอยู่ สิ่งนี้จะสร้างความปลอดภัย ซึ่งทำให้เขากล้าเสี่ยงในด้านอื่นได้

ประสบการณ์ของคนที่เลือกจะเดินสวนทางกับคนอื่น ก็ไม่ได้แตกต่างจากเรามากมาย
เขามีความกลัวและความไม่แน่ใจเหมือนคนทั่วไป
สิ่งที่แตกต่างคือเขาก็ยังลองทำมันอยู่ดี


นักคิดค้นตาบอดและนักลงทุนที่มองข้างเดียว

ถ้าคุณเคยไปสนามบินสุวรรณภูมิ คุณคงเคยเห็นรปภที่ใช้รถ Segway ไปมา

รถ Segway นี้นะครับ ถูกนำเข้ามาในตลาดในปี 2001
นักธุรกิจหลายคนอย่างเช่น Steve Jobs และ Jeff Bezos คิดว่ามันเป็นอะไรที่สุดยอดมากๆ และคิดว่ามันจะต้องเปลี่ยนโลกได้แน่ๆ
Steve Jobs ถึงขั้นอยากลงทุนในบริษัทด้วย แต่ก็ถูกปฏิเสธ
ผู้คิดค้นชื่อว่า Dean Kamen ซึ่งเขามีประวัติการคิดค้นสินค้าที่มีประโยชน์หลายอย่าง
ในตอนนั้น เขาคาดเดาว่า ภายใน 1 ปี จะขายได้ 10,000 ยูนิตต่ออาทิตย์
แต่หลังจาก 6 ปี ยอดขายทั้งหมดอยู่ที่ 30,000 ยูนิตเท่านั้น
และเมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้ออกมาประกาศว่าจะยกเลิกการผลิตทั้งหมด

ทำไมถึงเกิดการคาดเดาที่ผิดอย่างนี้ได้ครับ?

คนส่วนมากคิดว่า อุปสรรคของความคิดต้นแบบ คือการไม่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ
แต่ความเป็นจริงแล้ว มันมีความคิดใหม่ๆเยอะมาก แต่ปัญหาก็คือการคัดเลือกความคิดใหม่ๆพวกนี้มากกว่า

การมีความมั่นใจกับความคิดใหม่ๆที่ไม่เหมือนคนอื่นนั้นเป็นแรงจูงใจที่ดี และคุณอาจจะสามารถมองข้ามคำวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพราะมันไม่เคยมีใครทำมาก่อน
แต่มันก็ทำให้มีความมั่นใจที่สูงเกินไปได้เช่นกัน และเมื่อมองไปทางไหนก็เจอแต่สิ่งที่ผลักดันความเชื่อนั้น นี่เป็นการลำเอียงทางความคิดของตัวเองที่เรียกว่า confirmation bias

คนส่วนมากคิดค้นความคิดต้นแบบไม่ได้เพราะไม่สร้างไอเดียที่เยอะมากพอ และเน้นการขัดเกลาไอเดียที่มีอยู่ให้มันสมบูรณ์แบบ

จากงานวิจัยด้านความคิดสร้างสรรค์ ผู้มีชื่อเสียงในอดีตหลายคน ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าผลงานของตัวเองชิ้นไหนจะโด่งดัง

ในเมื่อพวกเขาไม่สามารถประเมินความคิดของตัวเองได้ดี วิธีที่ดีที่สุดคือสร้างความคิดให้ได้มากที่สุด
ยกตัวอย่างนะครับ ในด้านดนตรี classical เขาพบว่า ยิ่งนักแต่งเพลงมีผลงานเยอะเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีผลงานชิ้นเอกมากขึ้นเช่นกัน ทั้ง Mozart และ Beethoven มีผลงานมากกว่า 600 ชิ้น ซึ่งมากกว่าเฉลี่ยเกือบ 2 เท่า
ไม่ใช่แค่ด้านดนตรีนะครับ ด้านอื่นๆอย่างเช่นด้านวิทยาศาสตร์ก็เป็นแบบเดียวกัน
แต่แน่นอนครับ ว่ายิ่งมีผลงานเยอะ ก็ต้องยอมรับให้ได้ว่ามันก็จะมีหลายชิ้นเหมือนกันที่ไม่เวิร์ค

ผู้เขียนแนะนำว่า วิธีที่ดีที่สุดในการทดสอบไอเดียของตัวเอง ก็คือให้เพื่อนร่วมสาขาเป็นคนติชม
เหตุผลหลักก็คือ คนกลุ่มนี้จะมีลักษณะความคิดสร้างสรรค์ และมีความชำนาญในด้านนี้ที่มากพอที่จะประเมิน

นี่คือข้อผิดพลาดของคุณ Dean ตอนที่เขาคิดค้นรถ Segway เขากลัวว่าคนอื่นจะมาขโมยความคิดของเขา เลยให้นักลงทุนที่สนใจเท่านั้นที่ได้เห็น เขาเลยไม่ได้รับคำติชมที่เหมาะสม และคาดเดาไม่ถูกว่าผู้บริโภคจะตอบรับอย่างไร

การมีประสบการณ์ในด้านอื่นๆ ก็มีความสำคัญกับความคิดต้นแบบเช่นกัน

ในการสำรวจอดีตนักวิทยาศาสตร์ เขาพบว่า นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รางวัล Nobel Prize มีความสนใจในด้านศิลปะ ดนตรี การเต้นรำและอื่นๆ มากกว่านักวิทยาศาสตร์ทั่วไปในยุคเดียวกัน
นี่ทำให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้จากการมีความรู้เชิงลึกและเชิงกว้าง

แล้วทำไมคนอย่าง Steve Jobs ถึงคาดเดาผิดได้ล่ะครับ
อาจจะเป็นเพราะ 3 เหตุผล

(1) เขาด้อยประสบการณ์ในด้านนั้น

(2) เขามีความมั่นใจเกินไป อาจเป็นเพราะเขาประสบความสำเร็จอย่างสูง

(3) เขามีความกระตือรือร้นเกินไป เพราะเขาชอบความคิดใหม่ๆ

อีกอย่างหนึ่งที่ควรคำนึงถึงก็คือ ผู้คิดค้นจะมีความกระตือรือร้นในความคิดของตัวเองอย่างเดี่ยว และอาจจะไม่ใส่ใจในการดำเนินการด้านอื่นที่มีความสำคัญในการทำให้มันสำเร็จเช่นกัน

ถึงแม้ว่าคุณ Dean จะคาดเดาความสำเร็จของ Segway ผิดไป แต่เขาก็ยังออกความคิดใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ
มันเป็นไปได้ที่ในอนาคต เขาอาจจะคิดค้นอะไรที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนจำนวนมากได้


กลยุทธ์การผัดวันประกันพรุ่ง

ขอกลับไปพูดถึง Dr Martin Luther King Jr นะครับ

ในปี 1963 เขาได้กล่าวสุนทรพจน์ “I have a dream” หรือว่า “ผมมีความฝัน” ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในการกล่าวสุนทรพจน์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์

เขามีเวลา 2 เดือนในการเตรียมตัว
และคนหลายคนคงคิดว่า เขาได้เตรียมตัวมาอย่างดีแน่ๆเลยถึงสามารถพูดได้ดีเยี่ยมขนาดนั้น
แต่ทราบไหมครับว่าเขาเริ่มเขียนบทสุนทรพจน์ตอน 4 ทุ่ม ก่อนวันจะต้องพูดจริง

ทำไมการล่าช้าอย่างนี้ยังทำให้เกิดผลงานที่ออกมาอย่างยอดเยี่ยมได้ล่ะครับ?

เราได้ยินอยู่บ่อยครั้งนะครับ โดยเฉพาะในด้านการพัฒนาตัวเองว่า ถ้าอยากทำอะไรก็ต้องรีบทำอย่ามัวลังเล โดยเฉพาะถ้ามีความคิดใหม่ๆก็ควรจะเป็นคนแรกที่ทำ
แน่นอนว่าในบางครั้งการเริ่มก่อนมันก็มีข้อดี แต่จากที่ผู้เขียนได้ศึกษาคนที่มีความคิดต้นแบบ การเริ่มก่อนอาจจะไม่ดีเสมอไป

ผู้เขียนได้เล่าถึงนักศึกษาคนหนึ่งที่เสนอความคิดที่ว่า การชะลอการกระทำอาจจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น
มันฟังดูขัดแย้งนะครับ แต่เขาเสนอว่า เมื่อเราจงใจชะลอ เรายังสามารถเปิดรับความคิดใหม่ที่อาจจะสร้างความเป็นไปได้ให้กับผลงาน
เขาให้นักศึกษาลองทดสอบความคิดนี้ดู และพบว่าคนที่ชะลอการกระทำ ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้น 28%

แต่มันมีข้อแม้นะครับ ว่าจะต้องมีแรงจูงใจในความต้องการทำเรื่องนั้นจริงๆ ไม่อย่างนั้นแล้วก็จะกลายเป็นความขี้เกียจ
ตัวอย่างที่ดีของบุคคลที่ชะลองานคือ Leonardo da Vinci กว่าเขาจะวาดรูป Mona Lisa เสร็จใช้เวลาเป็น 10 ปีเลยครับ

มีนักจิตวิทยาชาวรัสเซียเสนอว่า การที่เราทำงานเสร็จ เราก็จะลืมงานนั้นไปทันที แต่ถ้าเราค้างมันไว้ก่อน มันก็จะจดจ่ออยู่ในหัวตลอดเวลา

วันที่ Dr King จะต้องขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ เข้าก็ยังปรับเปลี่ยนคำพูดอยู่เลย
และที่น่าแปลกใจมากๆนะครับ ก็คือ script ที่เค้าร่างไว้ เขาไม่ได้ตั้งใจให้สิ่งที่พูดเกี่ยวกับความฝันเป็นจุดเด่นเลย
ตอนที่เขาเริ่มพูดเขาก็พูดตามที่ร่างไว้ แต่มาถึงจุดนึงเขาได้ยินเพื่อนเขาตะโกนบอกว่า “บอกความฝันของคุณออกมาสิ คุณมาร์ติน!” พอได้ยินอย่างนี้ Dr King ก็พูดสดและไม่ดูที่ร่างมาเลย

นี่ก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดีของการชะลองานนะครับ เพราะมันทำให้เราเปิดรับกับความคิดใหม่ๆที่เข้ามาได้
ผู้เขียนไม่ได้บอกว่า การจะมีความคิดต้นแบบ ไม่ควรวางแผนเลย แต่ควรจะจงใจเปิดช่องทางความเป็นไปได้ เพื่อทดสอบและปรับแต่งมันอยู่ตลอด

ถ้าเอาความคิดนี้มาเปรียบในด้านการทำธุรกิจ มันมีความเชื่อที่ว่า การเป็นผู้บุกเบิกหรือคนเริ่มทำก่อน จะได้เปรียบกว่าคนอื่น
แต่จากงานวิจัยของหลายประเภทสินค้าพบว่า ความล้มเหลวของผู้บุกเบิกอยู่ที่ 47% ในขณะที่ผู้ตามมาทีหลังล้มเหลวแค่ 8%
นี่แตกต่างกันเกือบ 6 เท่าเลยนะครับ

การลงมือทำก่อนก็มีความได้เปรียบในบางด้านและบางอุตสาหกรรม แต่โดยรวมแล้วจะมีข้อเสียซะมากกว่า
แต่คนส่วนมากก็ยังเชื่อว่า การลงมือทำก่อนจะได้เปรียบ อาจเป็นเพราะว่าเราได้ยินคนที่สำเร็จในการเป็นผู้บุกเบิก แต่อย่าลืมนะครับว่าเราไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับผู้บุกเบิกที่ล้มเหลว
การเป็นผู้ตาม อาจจะถูกมองว่าเป็นการลอกเลียนแบบ แต่การมีความคิดต้นแบบไม่จำเป็นจะต้องทำก่อน แค่จะต้องทำให้มันแตกต่างและดีกว่า

การเริ่มก่อนมีข้อเสียเปรียบอยู่ 4 อย่าง

(1) บางครั้งถึงจะมีความคิดบุกเบิก แต่ตลาดอาจจะยังไม่รองรับ

(2) ความต้องการเป็นที่หนึ่งอาจจะทำให้ตัดสินใจเร็วอย่างไม่รอบคอบ

(3) การเป็นผู้บุกเบิกอาจมีข้อผิดพลาดหลายอย่าง ซึ่งคนที่มาหลังอาจจะมองเห็นและแก้ไขสิ่งพวกนี้ได้

(4) การเปลี่ยนแปลงของตลาดอาจทำให้ต้องเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งมันยากที่จะทำถ้าเป็นผู้บุกเบิก

แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมีผู้บุกเบิกในทุกๆด้าน ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีอะไรใหม่สักที
การเป็นผู้บุกเบิกจะได้เปรียบในกรณีผลิตภัณฑ์ที่มีการเซ็นสิทธิบัตร และการให้บริการที่เน้นจำนวนผู้ใช้ ซึ่งทำให้คนมาทีหลังตีตลาดได้ยาก

สิ่งที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงก็คือ การมีความคิดต้นแบบ ไม่ควรอยากจะเป็นคนแรกเพียงเพราะอยากชนะการแข่งขัน
การเป็นผู้ตามก็เปรียบเสมือนการชะลออย่างหนึ่ง เพราะมันสามารถเปิดช่องทางความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงความคิดและตัวสินค้า

อายุและประสบการณ์ก็มีผลกระทบกับความคิดสร้างสรรค์

ความคิดด้านนวัตกรรมแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

(1) Conceptual thinking คือการสร้างแนวความคิดแบบใหม่และหาวิธีทางปฏิบัติ

(2) Experimental thinking คือการทดลองและวิวัฒนาการความคิดไปเรื่อยๆ

ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆ conceptual thinking คือการวิ่ง 100 เมตร และ experimental thinking คือการวิ่งมาราธอน

เขาได้มีเปรียบเทียบอายุผู้ได้รับรางวัล Nobel Prize สาขาเศรษฐศาสตร์
คนที่จัดอยู่ใน conceptual thinking ได้รับรางวัลตอนที่อายุน้อย 43 แต่คนจัดอยู่ใน experimental thinking ได้รับรางวัลตอนอายุ 61
นี่ก็สมเหตุสมผลนะครับ เพราะว่าคนที่มีอายุน้อยเขาสามารถมีความคิดแปลกใหม่ในตอนต้นเพราะมีมุมมองที่แตกต่าง
แต่ปัญหาก็คือ ในระยะยาวเขาไม่ค่อยมีความคิดแปลกใหม่ออกมาอีกสักเท่าไหร่

ในทางกลับกัน กลุ่มที่เน้นการทดลอง เขาต้องสร้างความรู้ที่หลากหลายเป็นเวลานาน เพื่อที่จะสามารถมองเห็นปัญหาจากหลายๆด้าน จึงทำให้เขาสามารถออกความคิดใหม่ได้อย่างยั่งยืน
ถ้าจะมองอีกแง่หนึ่งก็คือ มันจะฝึกให้เรา วางสิ่งใหม่ในรูปแบบเก่า และวางสิ่งเก่าในรูปแบบใหม่

ทั้ง 2 ความคิดด้านนวัตกรรมสามารถสร้างความคิดต้นแบบได้
แต่คนส่วนมากไม่สามารถที่จะออกความคิดแปลกใหม่ได้ทันที
ฉะนั้น มันอาจจะดีกว่าถ้าคอยทดลองแนวคิดอยู่เรื่อยๆแล้วดูว่ามันไปทิศทางไหน
ข้อดีของมันอีกข้อหนึ่งก็คือ เราจะไม่ถูกจำกัดความเป็นไปได้ตั้งแต่แรก และผลลัพธ์ที่ได้อาจจะออกมาเป็นอย่างที่เราไม่คาดคิด


10 ข้อแนะนำ

ตอนท้ายนี้นะครับ ผู้เขียนได้แนะนำ 10 อย่างที่คุณสามารถทำได้ในการปลดปล่อยความคิดต้นแบบในตัวคุณ
ในบางข้อผมก็พูดไปแล้ว แต่บางข้อก็ไม่ได้พูดถึงนะครับ

ข้อ 1-5 เกี่ยวกับการสร้างและรับรู้ความคิดต้นแบบ

(1) ตั้งคำถามกับสิ่งที่เป็นอยู่ปัจจุบัน กฎเกณฑ์ทุกอย่างสร้างขึ้นมาโดยผู้คน ฉะนั้นมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้

(2) เพิ่มความคิดใหม่ๆของคุณเป็น 3 เท่า ไม่ต้องคำนึงว่ามันเป็นความคิดที่ดีหรือไม่ แค่คิดมันออกมาก็พอครับ

(3) ทดลองเรียนรู้หรือทำสิ่งอื่น ไม่ว่าเรียนภาษา หรือมีงานอดิเรกที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน

(4) ทำล่าช้าอย่างมีกลยุทธ์ ในการพัฒนาความคิดใหม่ๆ คุณลองจงใจหยุดทำกลางคัน เพราะอาจจะมีความคิดข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้

(5) รับคำติชมจากเพื่อนร่วมสาขา คนพวกนี้มีประสบการณ์ใกล้เคียง และมีความคิดสร้างสรรค์มากพอ ซึ่งอาจจะเห็นศักยภาพของความคิดคุณได้

ข้อ 6-10 เกี่ยวกับการเสนอความคิดต้นแบบให้คนอื่นยอมรับ

(6) หาสมดุลความเสี่ยง ถ้าคุณเสี่ยงในด้านหนึ่ง ก็ควรลดความเสี่ยงในด้านอื่นของชีวิต

(7) เสนอเหตุผลที่ไม่ควรสนับสนุนความคิดของคุณ นี่จะทำให้อีกฝ่ายหาเหตุผลเพิ่มได้ยาก และอาจจะเห็นความจริงใจของคุณ ทำให้เขาอาจจะยอมรับ

(8) สร้างความคุ้นเคยให้กับความคิดของคุณ คุณอาจจะเชื่อมโยงความคิดใหม่กับความคิดที่คนคุ้นเคยในสังคมอยู่แล้ว ซึ่งอาจทำให้คนอื่นยอมรับมัน

(9) พูดคุยกับคนประเภทที่คุณไม่คุ้นเคย คุณอาจจะได้คำติชมที่ไม่คาดคิด

(10) ลดความสุดโต่งลงมาหน่อย คนส่วนมากอาจกลัวการเปลี่ยนแปลงที่มากเกินไป คุณอาจจะต้องปรับกรอบมุมมองของจุดมุ่งหมายให้มันฟังดูเบาลง


ท้ายสุด

จริงๆแล้วผู้เขียนได้พูดอีกหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้นะครับ แต่ผมได้ไปฟังคลิปที่เขาสัมภาษณ์ เขาจะเน้นเรื่องไม่กี่เรื่องเป็นหลัก ผมเลยสรุปหัวข้อที่เขาเน้นในการรีวิวนี้

ถ้าเป็นไปได้ ผมขอแนะนำ ให้ไปอ่านเวอร์ชันเต็มกันด้วยนะครับ

ตอนแรกผมไม่รู้เลยนะครับว่าเล่มนี้จะมีบางส่วนที่คล้ายกับหนังสือ Range ที่ผมรีวิวไปแล้วก่อนหน้านี้ ก็คือการมีประสบการณ์หลากหลายและทดลองในหลายๆด้าน จะสร้างความเป็นไปได้มากกว่าที่เราคิด ผมแนะนำให้ไปชมคลิปรีวิวหนังสือ Range ด้วยนะครับ


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-