[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Loonshots ไอเดียบ้าๆที่พลิกชะตาโลก
ผู้เขียนชื่อว่า Safi Bahcall ซึ่งเป็นนักฟิสิกส์ และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Synta Pharmaceuticals และเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการวิทยาศาสตร์

ในอดีต มีไอเดียและนวัตกรรมหลายอย่างที่ช่วยให้สามารถปฏิรูปอุตสาหกรรม ช่วยให้ประเทศชนะสงคราม และช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คิดค้นยาที่สามารถช่วยชีวิตคนได้
แต่ไอเดียเหล่านี้ มันไม่ได้มีเส้นทางการพัฒนาที่สวยหรู และยังต้องฝ่าฟันหลากหลายขั้นตอนกว่าจะได้มา

เราหลายคนอาจจะคิดว่าไอเดียและนวัตกรรมสำคัญๆหลายอย่างจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามตั้งแต่แรก
แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่เลย เพราะมันจะมาจากไอเดียที่เรียกว่า “loonshots” ซึ่งหมายถึงความคิดหรือ project ที่คนส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญ หรือไม่เห็นว่ามันจะทำประโยชน์ได้อย่างไร และกว่าจะกลายมาเป็นรูปร่าง ต้องผ่านความไม่แน่นอน และก็เป็นไปได้ที่จะถูกละทิ้งไปก่อนที่จะถูกยอมรับ นอกเหนือจากนั้นแล้วยังต้องใช้ความร่วมมือกับหลายๆฝ่าย
คุณ Safi จะใช้หลักการฟิสิกส์และจะเอ่ยถึงแต่ละกฎในการทะนุถนอมความคิด loonshots ที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ภายในองค์กร


วางโครงสร้างทะนุถนอม Loonshots

มีความเชื่อที่ว่าจะต้องมีบุคคลที่มีวิสัยทัศน์และกล้าคิดต่าง ถึงจะคิดค้นนวัตกรรมได้ แต่จริงๆแล้วคนที่ใช้ความระมัดระวังเพื่อวางโครงสร้างและทะนุถนอมความคิดใหม่ๆก็ทำให้มันยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 วิศวกรนามว่า Vannevar Bush เห็นว่ากองทัพสหรัฐต้องการอย่างเดียวคือเพิ่มจำนวนอาวุธในการสู้สงคราม แต่นี่อาจจะไม่ได้ทำให้ได้ชัยชนะ เพราะเยอรมันได้เปรียบทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะมีเรือดำน้ำ U-Boat
เขาได้เสนอกับประธานาธิบดีว่าควรเร่งการพัฒนาเทคโนโลยี และได้ก่อตั้งองค์กร Office of Scientific Research and Development (OSRD) ที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์และวิศวกร
เขาไม่ได้พยายามที่จะเปลี่ยนวัฒนธรรมของทหาร เพราะก็มีความสำคัญ แต่เขาต้องการวางโครงสร้างใหม่ ที่ผสมผสานการขยายความคิดที่มีอยู่ และสร้างความคิดใหม่ไปพร้อมๆกัน
ในที่สุดพวกเขาก็สามารถพัฒนาไอเดียที่เคยถูกละทิ้งไปแล้ว อย่างเช่นเรดาร์ จนทำให้ฝั่งพันธมิตรได้ชัยชนะสงคราม

ผู้เขียนได้เปรียบเทียบโครงสร้างกับการเปลี่ยนสถานะของน้ำ
อุณหภูมิที่ทำให้น้ำกลายเป็นน้ำแข็งคือต่ำกว่า 0 องศาเซลเซียส
แต่ถ้าคงที่อยู่ที่ 0 องศา บางส่วนจะเหลวและบางส่วนจะแข็ง
ซึ่งการอยู่ร่วมกันของ 2 สถานะเรียกว่า “phase separation” และการสับเปลี่ยนระหว่างทั้ง 2 สถานะ เรียกว่า “dynamic equilibrium” ซึ่งเป็นความสมดุลที่ไม่มีฝ่ายใดครอบงำอีกฝ่าย พูดง่ายๆก็คือทั้ง 2 ฝ่าย ต้องอยู่ร่วมกันและแยกกัน
นี่เป็นที่มาของ 2 กฎแรกของการทะนุถนอมความคิด loonshots
1. Phase Separation หรือว่า “การแยกสถานะ” คือการแยกกลุ่มที่เรียกว่า “ศิลปิน” ที่ต้องหา loonshots ซึ่งมีความบอบบางสูงและต้องได้รับการปกป้อง
ออกจากกลุ่ม “กองทหาร” ซึ่งเป็นการขยายแฟรนไชส์ก็คือความคิดเดิมที่มีอยู่แล้ว
ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับภาพยนตร์ กลุ่ม “ศิลปิน” ต้องคิดภาพยนตร์ใหม่ แต่กลุ่ม “กองทหาร” ต้องเน้นการทำภาคต่อๆไป
ที่สำคัญคือแต่ละกลุ่มจะต้องได้รับเครื่องมือและการวัดค่าที่เหมาะสมกับจุดประสงค์ของตัวเองด้วย
2. Dynamic Equilibrium หรือว่า “จุดสมดุลความสัมพันธ์” หมายถึงจะต้องให้ความสำคัญกับทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน และจะต้องสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำควรบริหารความสัมพันธ์นี้มากกว่าการลงมือคิดค้นด้วยตัวเอง

ความคิด loonshots มีความบอบบางสูง เพราะอาจจะเจอความล้มเหลวแบบชั่วคราวในตอนต้น
กลุ่มคิดค้นจะต้องใช้การไตร่ตรองเพื่อหาสาเหตุที่ถูกต้อง นอกเหนือจากนั้นแล้วยังจะต้องมีคนที่มีความเชื่อมั่นในความคิดนั้นเพื่อมันจะได้อยู่รอดไปในระยะยาว


Loonshots 2 ประเภท

ผู้บุกเบิกสำคัญของอุตสาหกรรมการบินคือ Juan Terry Trippe ที่ก่อตั้งสายการบิน Pan Am ในปี 1928
ตอนที่เขาปลดเกษียณในปี 1968 Pan Am เป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดและได้กำไรเยอะที่สุดในโลก
แต่หลังจากนั้น 22 ปี บริษัทได้กำไรเพียงแค่ 4 ปีเท่านั้น
เหตุผลหลักอาจจะเป็นเพราะผู้ก่อตั้งเน้นเทคโนโลยีใหม่ๆมากเกินไป อย่างเช่นต้องการเครื่องบินที่เร็วขึ้นและบรรทุกผู้โดยสารได้มากขึ้น และไม่สนใจด้านกลยุทธ์เลย
การเปิดอุตสาหกรรมการบินทำให้มีผู้แข่งขันมากขึ้น และพวกเขาก็เน้นนวัตกรรมด้านกลยุทธ์ อย่างเช่น สร้างโปรแกรมสะสมไมล์การบิน หรือเปลี่ยนระบบการจองตั๋ว
ซึ่งในที่สุดสายการบิน Pan Am ก็สู้ไม่ไหวและล้มละลายในปี 1991

ความคิด loonshots สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
P-type คือการมีเทคโนโลยีหรือสินค้าใหม่ อย่างเช่นการคิดค้นโทรศัพท์ซึ่งเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสาร
S-type คือการมีสินค้าเดิมแต่ใช้กลยุทธ์ใหม่ในการดำเนินธุรกิจ อย่างเช่นบริษัท Walmart ที่สร้างร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในชานเมืองและสามารถขายสินค้าได้ถูกลง
องค์กรเดิมจะล้มเหลวอย่างรวดเร็วถ้าคู่แข่งมีเทคโนโลยีใหม่ แต่ถ้าคู่แข่งมีกลยุทธใหม่ที่ดีกว่า องค์กรเดิมจะเสียเปรียบทีละนิดทีละหน่อย และอาจจะล้มเหลวไปในที่สุด อย่างที่ Pan Am ได้ประสบ
ฉะนั้นมันสำคัญมากที่จะต้องเข้าใจทั้งสองอย่าง

ผู้ก่อตั้งสายการบิน Pan Am เรียกได้ว่าตกอยู่ใน “Moses Trap” หรือว่า “กับดักโมเสส” คือต้องการหาเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อความต้องการของผู้นำเท่านั้นโดยไม่คำนึงว่ามีกลยุทธ์ใหม่ๆรองรับหรือไม่ ซึ่งถึงแม้ว่าอาจจะสร้างเทคโนโลยีได้อย่างมากในตอนต้น แต่ก็ต้องสร้างใหม่อยู่ตลอดซึ่งมันไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ และในระยะยาวมันไม่สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน
การทำอย่างนี้ก็ละเมิดกฎที่ 2 ของการทะนุถนอม loonshots เพราะแทนที่เขาจะประคองความสมดุลในการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างกลุ่ม “ศิลปิน” และกลุ่ม “กองทหาร” เขากลับเป็นคนบงการเองว่าจะต้องพัฒนาด้านไหน


รอดพ้นจากกับดัก

บุคคลที่คนส่วนมากคิดว่ามีวิสัยทัศน์อย่าง Steve Jobs ก็ยังติดกับดัก Moses เพราะเขาสนใจพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์อย่างเดียว คือเขาเน้นแต่ P-Type loonshots และยังทำให้กลุ่ม “ศิลปิน” และกลุ่ม “กองทหาร” เป็นศัตรูกัน จนทำให้เพื่อนและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Apple Steve Wozniak ต้องลาออกจากบริษัท และตัว Steve Jobs เองก็โดนกดดันให้ออกจาก Apple และเขาก็ไปตั้งบริษัทใหม่ชื่อว่า NeXT
หลังจากนั้นเขาซื้อบริษัท Pixar เพราะต้องการคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงของบริษัท ซึ่งเขาไม่ได้สนใจอนิเมชั่นเลย และก็เกือบจะไปไม่รอด
เขาปล่อยให้ผู้ร่วมก่อตั้ง Pixar นามว่า Ed Catmull บริหารบริษัท ซึ่งพวกเขาได้หันมาพัฒนาหนังแอนิเมชั่นเต็มรูปแบบ และ Steve Jobs ก็สนับสนุนในด้านอื่นๆ
สุดท้าย Pixar ก็ได้ผลิตหนังอย่าง Toy Story ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง
Steve Jobs ได้เรียนรู้วิธีการทะนุถนอมความคิด loonshots ซึ่งเขาได้นำมาบริหารบริษัท Apple ในรอบ 2 และก็ให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรม ทั้งในเทคโนโลยีและด้านกลยุทธ์ และทำให้ Apple กลับมาเป็นผู้นำอีกรอบ

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รอดพ้นจากกับดัก Moses ได้คือ “systems mindset” “มายเซ็ทเชิงระบบ” ซึ่งแตกต่างจาก “outcome mindset” “มายเซ็ทเชิงผลลัพธ์”
ตอนเกิดข้อผิดพลาด outcome mindset จะเน้นไปที่เหตุผลว่าทำไมผลลัพธ์มันเกิดขึ้นอย่างนั้น แต่ systems mindset จะเน้นวิเคราะห์ว่าขั้นตอนการตัดสินใจมีคุณภาพหรือไม่ เพราะไม่แน่ว่าถึงการตัดสินใจจะดีก็อาจจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือตัดสินใจไม่ดีแต่กลับได้ผลลัพธ์ที่ดีก็เป็นไปได้

นี่ก็เป็นกฎข้อที่ 3 ของการทะนุถนอม loonshots
3. กระจายความคิดเชิงระบบ คือจะต้องสร้างระบบการตัดสินใจที่เน้นคุณภาพของขั้นตอนมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้ และต้องหาวิธีปรับปรุงอยู่เสมอ


การเปลี่ยนสถานะ

กลุ่มคนหรือองค์กรที่วางโครงสร้างอย่างถูกต้องจะมีแนวโน้มสูงในการสร้างนวัตกรรม
แต่มันเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงและอยู่ๆก็ปิดกั้นความคิดยอดเยี่ยม

กลับมาพูดถึงสถานะของน้ำอีกรอบนะครับ ถ้าอุณหภูมิคงที่อยู่ที่ 0 องศา น้ำก็จะแยกเป็นของเหลวและของแข็งและจะมีความสมดุลระหว่างทั้งสองสถานะ
แต่ถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย สถานะก็จะเปลี่ยนให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งครอบงำทันที
ซึ่งก็เหมือนกับความสมดุลระหว่างกลุ่ม “ศิลปิน” และกลุ่ม “กองทหาร” ในการทะนุถนอมความคิด loonshots เพราะอาจจะมาถึงจุดเปลี่ยนที่ทำลายความสมดุลนั้น และแทนที่จะมาโฟกัสการหานวัตกรรม อาจจะใส่ใจเรื่องอื่นแทน

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า “phase transition” หรือ “การเปลี่ยนสถานะ” ซึ่งคือการเปลี่ยนอย่างฉับพลันเมื่อถึงจุดเปลี่ยนแปลง
เราเห็นปรากฏการณ์นี้อยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการก่อตัวของรถบนท้องถนนจนทำให้เกิดจราจรติดขัด หรือการก่อตัวของไฟป่าจนทำให้ลามปาม

จุดศูนย์กลางของการเปลี่ยนสถานะ คือมันจะมีปัจจัยที่ผลักดันให้เปลี่ยน และปัจจัยที่ให้คงที่ ซึ่งเปรียบเสมือนการชักกะเย่อที่ดึงกันจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะ


เลขมหัศจรรย์

ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป้าหมายเปลี่ยนจากการสร้างนวัตกรรมไปเป็นอย่างอื่น คือจำนวนสมาชิกในกลุ่ม
เมื่อจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น ความใส่ใจในเป้าหมายส่วนรวมก็จะลดลง และแต่ละคนก็จะโฟกัสกับผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งมาถึงจุดหนึ่งอาจจะเลิกสนใจนวัตกรรมไปเลย
ลองคิดดูนะครับ ถ้าคุณเริ่มบริษัท start-up และมีบุคลากรไม่กี่คน คุณจะต้องให้ความสำคัญกับ loonshot อย่างมาก เพราะถ้ามันเวิร์คมันจะเปลี่ยนบริษัทคุณทันที
แต่ถ้าคุณอยู่ในองค์กรใหญ่ คุณจะกล้าเสนอความคิดที่มีความเสี่ยงสูงไหมล่ะครับ? เพราะถ้าผิดพลาดขึ้นมาคุณจะต้องเป็นคนรับผิดชอบ ฉะนั้นมันอาจจะดีกว่าสำหรับคุณถ้านำไอเดียที่มีอยู่แล้วและปรับปรุงเล็กน้อยก็เพียงพอ หรือไม่ก็อาจจะไปใส่ใจกับการเมืองภายในองค์กรเพื่อจะหาทางไต่เต้าก็เป็นไปได้
แต่คราวนี้ก็ต้องถามว่า แล้วจะให้จำนวนสมาชิกในกลุ่มอยู่ที่เท่าไหร่ดี?

ในปี 1992 นักวิจัยนามว่า Robin Dunbar ได้ศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางสังคมในกลุ่มลิงหลายประเภท และเขาพบว่ายิ่งขนาดสมองของลิงใหญ่ขึ้น ก็จะสามารถมีความสัมพันธ์ทางสังคมกับลิงจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน
เขาโยงมาที่สมองของมนุษย์ และพบว่ามนุษย์เราจะมีความสัมพันธ์ทางสังคมได้ดีที่สุดกับคนอีก 150 คนเท่านั้น ซึ่งตัวเลขนี้เรียกว่า Dunbar’s Number
นักวิทยาศาสตร์หลายคนต่อต้านความคิดนี้ แต่จากการวิเคราะห์ของผู้เขียนโดยใช้ดาต้าของ 248 บริษัท ก็พบว่าตัวเลขนี้ค่อนข้างจะถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม กฎที่ 4 ของการทะนุถนอมนวัตกรรมแบบ loonshots คือจะต้องปรับตัวเลขนี้ให้มันสูงขึ้น เพื่อที่จะเพิ่มสมาชิกในกลุ่ม แต่ก็ยังโฟกัสกับการสร้างนวัตกรรมต่อไปได้

เขาแนะนำวิธีที่จะเพิ่มตัวเลข
1. ลดบทบาทของการใช้เส้นสายภายในองค์กร
2. ใช้ผลตอบแทนที่ไม่ใช่เงินทองควบคู่ไปด้วยเพื่อสร้างแรงจูงใจ
3. หาความเหมาะสมระหว่างทักษะของสมาชิกในกลุ่มและ project ที่ถูกมอบหมาย
4. ปัญหาส่วนมากจะมาจากตำแหน่งระดับกลางขององค์กร ฉะนั้นควรลดการแข่งขันในการไต่เต้า และสร้างระบบค่าตอบแทนที่ให้ความสำคัญกับผลงาน
5. ปรับโครงสร้างค่าตอบแทนให้ตรงกับเป้าหมายองค์กรมากที่สุด
6. ลดการควบคุมและให้อิสระกับกลุ่ม “ศิลปิน” มากขึ้นในการทดลองหา loonshots


ขอทบทวนทั้ง 4 กฎของการทะนุถนอมความคิด loonshots นะครับ
1. แบ่งแยกกลุ่ม “ศิลปิน” ที่ต้องหาความคิดใหม่ๆ ออกจากกลุ่ม “กองทหาร” ที่ต้องนำความคิดที่มีอยู่ไปใช้จริงและขยายความคิดเหล่านี้
2. ให้ความสำคัญกับทั้งสองกลุ่มเท่าเทียมกัน และควรประคับประคองการแลกเปลี่ยนความคิดระหว่างทั้งสองอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ใช้ system mindset ที่เน้นประสิทธิภาพของขั้นตอนการตัดสินใจมากกว่าผลลัพธ์ที่ได้
4. วางระบบที่สามารถเพิ่มจำนวนสมาชิกในกลุ่มแต่ยังให้ความสำคัญกับความคิด loonshots มากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว เพราะยิ่งเพิ่มสมาชิกจะทำให้คิดค้น loonshot ที่แตกต่าง

ท้ายสุดสำหรับคนที่ต้องรับผิดชอบการพัฒนา loonshots จะต้องคำนึงว่าในตอนต้นความล้มเหลวอาจจะเกิดขึ้นชั่วคราว และต้องใช้การไตร่ตรองและค้นหาเหตุผลเบื้องลึกเพื่อเข้าใจมากขึ้น


สุดยอดของ Loonshots

ที่พูดมาทั้งหมดเป็น loonshot ระดับองค์กร
ระดับอุตสาหกรรมก็มีความคล้ายกัน คือจะต้องมีองค์กรที่เน้นการขยายความคิดเดิม และองค์กรที่หาความคิดใหม่ ก็คือกฎแรก phase separation และทั้งสองกลุ่มจะต้องมีการแลกเปลี่ยนความคิดอย่างมีประสิทธิภาพ ก็คือกฎที่ 2 dynamic equilibrium
และต้องเพิ่มจำนวนทั้งสองกลุ่มให้ถึงจุดที่เรียกว่า “critical mass” ที่จะสามารถจุดชนวนนวัตกรรมได้

Loonshots ระดับประเทศก็มีความสำคัญอย่างมาก
ในอดีต ประเทศจีนและประเทศอินเดียมีขนาดเศรษฐกิจที่เกินกว่าครึ่งของเศรษฐกิจโลก
หลายความคิดด้านวิทยาศาสตร์ก็มีจุดกำเนิดมาจากจีน อินเดีย และตะวันออกกลางด้วยเช่นกัน
แต่ทุกอย่างก็เริ่มเปลี่ยนหลังจากศตวรรษที่ 16 และในศตวรรษที่ 19 อินเดียก็กลายเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และจีนก็พ่ายแแพ้สงครามและเสียอาณาเขตให้กับอังกฤษด้วยเช่นกัน
แล้วมันเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรครับ?

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 11 ข้าราชการชาวจีนนามว่า Shen Kuo เป็นหัวหน้าในด้านการศึกษาดาราศาสตร์ และพยายามเสนอกับฮ่องเต้ว่าควรลงทุนด้านนี้เพิ่มขึ้นอีก แต่เขาเสียการสนับสนุนและต้องออกจากราชการ
500 ปีให้หลัง นักดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์กนามว่า Tycho Brahe ก็ได้ประสบกับปัญหาคล้ายๆกัน คือกษัตริย์องค์ใหม่ไม่สนับสนุนการคิดค้นของเขา
แต่ข้อแตกต่างก็คือ Tycho Brahe สามารถไปหาการสนับสนุนจากกษัตริย์องค์อื่นในยุโรปได้ ซึ่งทำให้การศึกษาดำเนินต่อไป
แต่ Shen Kuo ไม่มีคนอื่นที่จะสนับสนุนเพราะการศึกษาด้านดาราศาสตร์ต้องได้อนุมัติจากฮ่องเต้เท่านั้น
ซึ่งหมายความว่าฝั่งจีนทำผิด 2 กฎแรก เพราะฮ่องเต้เป็นคนตัดสินใจเองทุกอย่าง
ในขณะที่ฝั่งยุโรปทำถูกทั้ง 2 กฎ เพราะความคิด loonshots ได้รับการปกป้อง และยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดที่มาจากแหล่งอื่นๆ และทั้งสองสิ่งนี้สามารถจุดชนวนนวัตกรรม

ประเทศอังกฤษเป็นประเทศแรกๆที่วางโครงสร้างทะนุถนอมความคิด loonshot โดยการก่อตั้ง The Royal Society of London ขึ้นในปี 1660 ซึ่งเป็นองค์กรที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ทุกๆสาขาเพื่อพัฒนาความคิดทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้าไม่มีโครงสร้างนี้ นักวิทยาศาสตร์อย่าง Isaac Newton อาจจะไม่สามารถคิดค้น calculus ได้
ประเทศอื่นๆในยุโรปก็เริ่มทำตาม และก็ก่อตั้งสถาบันทางวิทยาศาสตร์ของตัวเอง
พวกเขาสามารถจุดประกายการปฏิวัติด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสุดยอด loonshots ที่ทำให้พวกเขาพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นมหาอำนาจและเอาชนะประเทศจีนและอินเดียที่มีขนาดใหญ่กว่าได้


สุดท้ายแล้ว เราไม่รู้ว่าความคิดอะไรจะเปลี่ยนโลกได้ แต่ประเด็นสำคัญคือจะต้องมีโครงสร้างที่คอยดูแลความคิดเหล่านี้ให้มันพัฒนาได้ เพราะไม่อย่างนั้น องค์กรหรือแม้แต่ประเทศของเราอาจจะเสียเปรียบในการพัฒนาต่อไปในอนาคต


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ


ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD