[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ How To Think Like Leonardo da Vinci “อัจฉริยะแบบดาวินชี่”
เล่มนี้เขียนโดย Michael Gelb เขาเป็นนักเขียน และที่ปรึกษาการบริหาร

คนส่วนมากจะคิดว่ามาตรฐานการวัดความเฉลียวฉลาด จะวัดได้ด้วยจาก IQ อย่างเดียว
แต่จากงานวิจัยของนักจิตวิทยา Howard Gardner ในยุค 80 พบว่าความฉลาดของคนเรา แบ่งได้เป็น 7 รูปแบบ
1. Logic-mathematical ด้านคณิตศาสตร์
2. Verbal-linguistic ด้านภาษา
3. Spatial-mechanical ด้านกลไก
4. Musical ด้านดนตรี
5. Bodily-kinesthetic ด้านร่างกาย
6. Interpersonal-social ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
7. Intrapersonal-self knowledge ด้านปัญญาภายใน
งานวิจัยเพิ่มเติมแบ่งความฉลาดแบ่งออกเป็นอีกหลายสาขาย่อย และยังพบว่าสมองของเราสามารถพัฒนาได้มากกว่าที่คิด

ถ้าเราต้องการพัฒนาในด้านนี้ เราก็ควรจะมีต้นแบบที่ดี
และถ้าพูดถึงคนอัจฉริยะในประวัติศาสตร์ คนส่วนมากก็จะยกให้ Leonardo da Vinci (ลีโอนาร์โดดาวินชี่) เป็นอันดับต้นๆ
ผู้เขียนได้ศึกษาหลักความคิดของดาวินชี่ และได้เสนอ 7 หลักการที่จะช่วยให้คุณพัฒนาความอัจฉริยะให้ตัวคุณ

แต่ก่อนจะพูดถึงหลักการคิด ขอพูดถึงชีวิตของลีโอนาโดดาวินชี่ก่อนนะครับ


ประวัติลีโอนาร์โดดาวินชี่

ยุคสมัย Renaissance เป็นช่วงเวลาที่มีการค้นพบและมีนวัตกรรมมากมาย และยุโรปก็มีความเจริญเติบโตอย่างมาก
เหตุผลหลักที่ทำให้ยุคนี้มีความรุ่งโรจน์ อาจเป็นเพราะการระบาดของ Black Plague หรือกาฬโรคก่อนหน้านี้ ซึ่งทำให้ประชากรหายไปเกือบ 50%
นี่จึงทำให้ประชากรที่เหลือโดยเฉพาะครอบครัวที่ร่ำรวย ยอมลงทุนในด้านอื่นนอกเหนือจากด้านศาสนาอย่างเดียว

ลีโอนาร์โดดาวินชี่เกิดวันที่ 15 เมษายนปี 1452 ใกล้เมือง Vinci ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเขา ที่ห่างจาก Florence ประมาณ 40 ไมล์
พ่อเขามาจากตระกูลที่มีฐานะ แต่เพราะพ่อแม่เขาไม่ได้แต่งงานกันเลยทำให้เขาไม่สามารถเดินตามสายงานของพ่อเขาได้
เขาถูกส่งให้ไปเรียนรู้กับปฏิมากรและจิตรกรนามว่า Andrea del Verocchio ซึ่งเขาก็ได้เรียนรู้ทักษะด้านศิลปะหลายๆอย่าง และก็เริ่มทดลองวาดรูปโดยใช้น้ำมัน
เขาได้ความสนใจจาก Lorenzo de Medici ซึ่งหนึ่งในบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดในเมือง Florence และเปรียบเสมือนเป็นเจ้าเมืองในช่วงนั้น และ Leonardo ก็ได้พบปะกับนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ และศิลปินที่โด่งดังในยุคนั้น
ในปี 1482 เขาได้ย้ายไปอยู่เมือง Milan และได้รับการอุปถัมภ์จาก Ludovico Sforza ผู้เป็นเจ้าเมือง
ในระหว่างปี 1495-1498 ดาวินชี่ได้สร้างหนึ่งในผลงานชิ้นเอก The Last Supper บนผนังของโบสถ์ Santa Maria delle Grazie
หลังจากเมืองมิลานได้แพ้สงครามให้กับกษัตริย์หลุยส์ 12 ของฝรั่งเศส ดาวินชี่ก็ไปทำงานให้กับขุนนางนำว่า Cesare Borgia และได้ร่างแผนที่ประเทศอิตาลี
เขากลับไปอยู่เมือง Florence ในปี 1503 และก็ได้วาดภาพที่เรียกได้ว่าโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ก็คือ Mona Lisa
ในตอนท้ายของชีวิต ดาวินชี่ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ Francis 1 ของฝรั่งเศส
เขาเสียชีวิตวันที่ 12 พฤษภา 1519 อายุ 67 ปี

ในประวัติศาสตร์ น้อยคนนักที่พยายามทำหลายสิ่งเหมือนกับ da Vinci แต่ผลงานเขาส่วนมากก็ไม่ได้เสร็จสมบูรณ์ตามที่เขาต้องการ และช่วงท้ายชีวิตเขาก็รู้สึกเสียใจที่ทำหลายอย่างไม่เสร็จ
สมุดจดบันทึกของเขาเต็มไปด้วยความคิดที่น่ามหัศจรรย์ แต่ก็ไม่ได้จัดระเบียบหรือพิมพ์ออกมาอย่างที่ต้องการ
อย่างไรก็ตามนักวิชาการส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า แทนที่จะดูตัวผลงาน ควรมองว่าดาวินชี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการเอื้อมให้เกินขอบเขตของตนเอง

มันคงจะยากที่สรุปผลงานของ Leonardo da Vinci อย่างครบถ้วน
แน่นอนว่าผลงานของเขาที่โด่งดังที่สุดจะเป็นในด้านศิลปะ นอกเหนือจาก The Last Supper และ Mona Lisa แล้ว ยังมีผลงานอีกหลายชิ้นอย่างเช่น Virgin of The Rocks, Lady with The Ermine, และ Saint John the Baptist
ดาวินชี่ยังได้ศึกษาและส่งเสริมการคิดค้นในด้านอื่นๆ อย่างเช่น กายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิศวกรรมศาสตร์, พฤกษศาสตร์ ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, วิทยาศาสตร์การบิน และนวัตกรรมการทหาร
เขายังมีอิทธิพลกับนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังอย่างเช่น Nicholas Copernicus, Galileo, Isaac Newton, Charles Darwin เป็นอย่างมาก

คราวนี้เรามาพูดถึง 7 หลักการความคิดของเขากันนะครับ
ผู้เขียนได้เสนอหลักการพวกนี้ในภาษาอิตาเลียนนะครับ


Curiosita

หลักการแรกเรียกว่า Curiosita คือการใช้ชีวิตโดยมีความต้องการเรียนรู้อยู่ตลอด

ดาวินชี่มีความอยากรู้อยากเห็นสูงในหลายๆด้าน และจะตั้งคำถามที่ลึกซึ้งและใช้มุมมองที่แตกต่างเพื่อมองถึงแก่นแท้ของสิ่งๆนั้น
เราทุกคนเข้ามาในโลกนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งเป็นธรรมชาติของมนุษย์
ในตอนเด็ก เราต้องการรู้ในทุกเรื่องที่อยู่รอบข้างเรา

คุณควรตั้งคำถามในการใช้ชีวิตตลอดเวลา เพราะมันจะสะท้อนจุดประสงค์ และมีอิทธิพลกับคุณภาพชีวิต
การปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็น จะทำให้โลกเราเปิดกว้างและปรับปรุงความสามารถของการท่องอยู่ในโลกนี้

มีคำแนะนำที่จะทำให้คุณพัฒนาความอยากรู้อยากเห็น
1. มีการจดบันทึก สมุดจดบันทึกของดาวินชี่ มีประมาณ 7,000 หน้า และเขาคาดว่านี่เป็นแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ในสมุดเขาได้เขียนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว จดบันทึกการเงิน และรวมไปถึงความคิดใหม่ๆของเขา และเขาก็ไม่ได้มีโครงสร้างอะไรเป็นพิเศษ
คุณควรจะมีระบบจดบันทึกเช่นกัน และควรเริ่มเขียนอะไรก็ได้ที่เข้ามาในความคิด
คุณควรเขียน 100 คำถามที่คุณคิดว่าสำคัญ และจับให้ได้ ว่าแนวคำถามที่คุณตั้ง เป็นแนวไหน อย่างเช่นอาจจะเป็นเรื่องครอบครัว ธุรกิจ หรือความสัมพันธ์
หลังจากนั้น คุณควรย่อให้เหลือแค่ 10 คำถามที่สำคัญที่สุดเท่านั้น
2. ในแต่ละวันคุณควรจะเลือก theme เพื่อสร้างจุดโฟกัส ยกตัวอย่างเช่น วันนี้คุณอาจจะต้องการโฟกัสกับความรู้สึกของตัวเอง ในตลอดทั้งวัน คุณก็ควรจะเขียนในสมุดบันทึก ว่าคุณรู้สึกอะไร เพราะอะไรใน และทำอะไรอยู่ theme อย่างอื่นที่คุณสามารถโฟกัสได้ อาจจะเป็นสิ่งที่คุณเห็น ที่คุณได้ยิน หรือสิ่งที่คุณเรียนรู้ใหม่ คุณควรเจาะจงกับข้อสังเกตการที่เกิดขึ้นจริงมากกว่าข้อสันนิษฐาน
3. คุณควรหาเวลาเพื่อครุ่นคิดเกี่ยวกับคำถามที่ตั้งไว้ตอนต้น คุณควรใช้เวลาอยู่คนเดียวและโฟกัสกับทีละ 1 คำถาม และฝึกฝนอยู่เรื่อยๆ
4. คุณควรเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นจากงานอดิเรก จากการเรียนภาษาใหม่ หรืออะไรก็ตาม การที่คุณทำในสิ่งที่คุณหลงใหล มันจะช่วยคุณขยายมุมมอง และจะส่งเสริมด้านอื่นๆของชีวิต


Dimostrazione

หลักการที่ 2 เรียกว่า Dimostrazione คือการทดสอบความรู้โดยใช้ประสบการณ์ และความต้องการพัฒนาจากข้อผิดพลาด

หลังจากที่ดาวินชี่รวบรวมประสบการณ์ได้ระดับหนึ่งแล้ว เขาก็เริ่มจะมีแนวคิดเป็นของตัวเอง และก็กล้าที่จะท้าทายความคิดและความเชื่อที่เป็นที่ยอมรับในยุคนั้น ซึ่งทำให้เขาได้อยู่ในแนวหน้าของการปฏิวัติในหลายๆด้าน แต่จะทำอย่างนั้นได้เขาจำเป็นที่จะท้าทายความคิดของตัวเองด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าคุณจะเรียนรู้อะไร คุณจะต้องหาประสบการณ์ในด้านด้านนั้น เพราะมันจะทำให้คุณเห็นมุมมองที่ไม่คาดคิด ซึ่งจะทำให้คุณมีความคิดของตัวเอง
แต่คุณจะต้องถามตัวเองตลอดว่า คุณยึดติดกับความคิดมากเกินไปหรือเปล่า? แล้วมันเป็นความคิดของคุณจริงๆหรือไม่? คุณเคยเรียนรู้อะไรจากประสบการณ์และข้อผิดพลาดของตัวเองไหม?

มีคำแนะนำที่จะช่วยให้คุณท้าทายความคิดของตัวเอง
1. คุณควรตรวจสอบประสบการณ์ตัวเอง โดยการ list แต่ละประสบการณ์ที่มีอิทธิพลกับคุณมากที่สุด และคุณใช้ประสบการณ์เหล่านี้ในการดำรงชีวิตอย่างไร หลังจากนั้นควรถามอีกทีว่า ความคิดของคุณถูกปิดบัง หรือมีอะไรที่ควรเปลี่ยนแปลงหรือไม่
2. คุณอาจจะต้องสืบหาที่มาของความเชื่อบางอย่างของคุณ และจะต้องคิดว่ามันยังถูกต้องหรือไม่ คุณอาจจะต้องทดสอบโดยการมองจากหลายๆมุมมอง อย่างเช่นถ้าคุณเกิดในประเทศอื่น หรือในฐานะที่แตกต่าง คุณยังจะมีความเชื่อเหล่านี้หรือไม่ การถามความคิดเห็นจากผู้อื่นก็อาจจะช่วยในข้อนี้ได้
3. การเรียนรู้ที่ดีที่สุดจะมาจากข้อผิดพลาดและอุปสรรค แต่ยิ่งดีกว่านั้น คือการเรียนรู้จากข้อผิดพลาดของคนอื่นก่อนที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่คุณก็ต้องสร้างความยืนยันให้กับตัวเองเพื่อเดินหน้าต่อไปด้วยเช่นกัน


Sensazione

หลักการที่ 3 เรียกว่า Sensazione คือการขัดเกลาการใช้ประสาทที่ทำให้มีชีวิตชีวา

ดาวินชี่ให้ความสำคัญกับประสาท เพราะมันจะเป็นประตูไปสู่ประสบการณ์หลากหลาย ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้
เขาให้ความสำคัญกับการมองและการฟัง แต่ก็ควรจะขัดเกลาทุกประสาท
แต่มันน่าเศร้า ที่คนส่วนมาก มองแต่ไม่เห็น ฟังแต่ไม่ได้ยิน สัมผัสแต่ไม่รู้สึก ทานแต่ไม่ได้รสชาติ เคลื่อนไหวแต่ไม่ตระหนัก สูดดมแต่ไม่ได้กลิ่น และพูดแต่ไม่ได้คิด

คุณลองถามตัวเองนะครับ สิ่งอะไรที่สวยที่สุดที่คุณเคยเห็น เสียงอะไรที่ไพเราะที่สุดที่คุณเคยได้ยิน กลิ่นอะไรที่หอมที่สุดที่คุณเคยดม และอะไรที่อร่อยที่สุดที่คุณเคยได้ลิ้มรส
แล้วลองคิดว่าประสบการณ์ทั้งหมดมันกระทบกับสัมผัสอื่นอย่างไร

มีข้อแนะนำในการฝึกประสาทของคุณ
1. ในการฝึกมอง คุณควรฝึกการโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ใกล้และสิ่งที่อยู่ไกล คุณควรพยายามอธิบายสิ่งสวยงาม อาจจะพระอาทิตย์ขึ้นหรือลง หรือว่ารูปภาพศิลปะที่โด่งดัง หรือไม่ก็ฝึกการสร้างภาพในหัว
2. ในการฝึกการฟัง คุณควรนั่งฟังเสียงรอบข้าง แต่ควรจะโฟกัสจากเสียงดังที่สุดไปจนถึงเสียงเบาที่สุด และควรลองอยู่ในที่ที่เงียบกริบ คุณควรศึกษาและฟังผลงานชิ้นเอกของนักดนตรีที่โด่งดังในอดีต
3. ในการฝึกการดม คุณควรลองสัมผัสแต่ละกลิ่นในธรรมชาติ แล้วดูว่าคุณมีความรู้สึกอย่างไร
4. ในการฝึกการลิ้มรส คุณควรเปรียบเทียบรสชาติของอาหารแต่ละประเภท และอธิบายข้อแตกต่างอย่างละเอียดที่สุดที่ทำได้
5. ในการฝึกการสัมผัส คุณควรลองสัมผัสหลายๆสิ่งในธรรมชาติเพื่อรู้ถึงเนื้อผิวของมัน คุณควรลองปิดตาและอธิบายสิ่งที่คุณได้สัมผัส


Sfumato

หลักการที่ 4 เรียกว่า Sfumato คือความเต็มใจที่จะเปิดรับสิ่งไม่แน่นอนและสิ่งขัดแย้ง

หลังจากที่คุณปลูกฝังความอยากรู้อยากเห็น ไตร่ตรองประสบการณ์ของตัวเอง และขัดเกลาประสาทแล้ว คุณอาจต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่คาดคิด
ในการค้นพบความสวยงาม ดาวินชี่ต้องสัมผัสกับความอัปลักษณ์ในหลายๆรูปแบบ เห็นได้ชัดจากการที่เขาวาดรูปสงคราม และวาดรูปสตรีและเด็กเล็ก ซึ่งทั้งสองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็ว คุณจะต้องเปิดใจรับความไม่แน่นอนและสิ่งขัดแย้ง เพราะมันจะปลดปล่อยศักยภาพการสร้างสรรค์ของคุณออกมา

มีข้อแนะนำที่คุณทำได้เพื่อเปิดรับความไม่แน่นอน
1. คุณต้องคำนึงว่าความอยากรู้อยากเห็น เป็นการเปิดรับสิ่งไม่แน่นอน คุณควรกลับไปดูคำถามที่เขียนไว้ในตอนต้น หรือไม่ก็นึกถึงสถานการณ์ในอดีตที่สร้างความขัดแย้งให้คุณมากที่สุด แล้วนึกถึงความรู้สึกที่คุณจำได้และคุณมีการตอบรับอย่างไร คุณควรลองสังเกตว่าคุณมีความรู้สึกแบบนี้ในตอนไหนเพื่อที่คุณสามารถเตรียมรับมันได้
2. คุณจะต้องสร้างความคุ้นเคยกับประสบการณ์ตรงข้าม อย่างเช่นคุณควรนึกถึงตอนที่คุณแข็งแกร่งและอ่อนแอ หรือตอนที่คุณมีความสุขและเสียใจ ซึ่งจะทำให้คุณเปิดรับสิ่งไม่แน่นอน
3. แต่บางครั้งคุณอาจจะต้องฟังสัญชาตญาณของตัวเอง คุณควรบันทึกความแม่นยำกับผลลัพธ์ที่ได้ เพื่อให้มันเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจต่อไป


Arte/Scienza

หลักการที่ 5 เรียกว่า Arte/Scienza คือการคิดแบบ “whole-brain thinking” ซึ่งใช้ทั้ง 2 ซีกของสมอง และหาสมดุลที่พอเหมาะระหว่างการจินตนาการ และการใช้เหตุและผล (logic)

ศาสตราจารย์นามว่า Roger Sperry ได้รับรางวัล Nobel จากงานวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับสมองมนุษย์
เขาเสนอว่าสมองคนเราแบ่งเป็นซีกซ้าย ที่เน้นการคำนวณและการวิเคราะห์ และขวา ที่เน้นการจินตนาการในการสร้างสรรค์
คนส่วนมากก็จะเอียงไปทางใดทางหนึ่ง
แต่ดาวินชี่เห็นว่าทั้งสองอย่างมีความเกี่ยวพันกัน เห็นได้จากการวาดภาพของเขาที่มีความละเอียดและแม่นยำ ซึ่งต้องใช้การคำนวณอย่างลึกซึ้ง

หลักการทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้จะช่วยให้คุณพัฒนาความคิดโดยใช้ทั้งสองส่วนของสมอง
เครื่องมือที่ยอดเยี่ยมที่จะพัฒนาด้านนี้ให้คุณขึ้นไปอีก คือ “mind map
Mind map สามารถช่วยให้คุณเรียนรู้โดยการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหัวข้อหลักของสิ่งๆนั้น
ในแต่ละหัวข้อหลักคุณก็จะต้องแต่ก็ออกไปเป็นหัวข้อย่อย
สิ่งที่สำคัญในการสร้าง mind map คือคุณจะต้องใช้รูปภาพและสีสันเป็นองค์ประกอบด้วย
คุณควรจะฝึกฝนการทำ mind map ในหลายๆด้านของชีวิต


Corporalita

หลักการที่ 6 เรียกว่า Corporalita คือการพัฒนาความสง่างาม และความสมดุลให้กับร่างกาย

ถ้าให้นึกภาพว่าคนที่เป็นอัจฉริยะ มีรูปร่างอย่างไร
คนหลายคนอาจจะคิดว่าจะต้องใส่แว่นหนา และก็ผอมซูบ
แต่ในอดีตอัจฉริยะส่วนมาก ให้ความสำคัญกับร่างกายด้วยเช่นกัน
จากการบันทึก กล่าวว่าดาวินชี่เป็นคนที่แข็งแรงและมีทักษะในการขี่ม้าสูง และมีกิริยาที่สง่างาม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เขาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ

ผู้เขียนให้คำแนะนำในข้อนี้
1. คุณควรวางแผนการดูแลสุขภาพตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการยกน้ำหนัก หรือการออกกำลังกายในรูปแบบอื่นๆ และควรใส่ใจในการทานอาหารที่มีคุณภาพ
2. คุณควรศึกษาเกี่ยวกับร่างกายและควรตระหนักถึงร่างกายของคุณเอง อย่างเช่นควรรู้ว่าน้ำหนักเท่าไหร่ มีส่วนไหนที่ขาดความสมดุล หรือที่ต้องพัฒนา
3. คุณควรเรียนรู้วิธีการวางกิริยาท่าทางของตัวเองอย่างเหมาะสม
4. คุณควรฝึกฝนความคล่องแคล่ว อย่างเช่นการเขียนหรือเซ็นลายเซ็นกับมือคุณไม่ถนัด หรือเรียนรู้วิธีการทรงตัวและความยืดหยุ่น


Connessione

หลักการที่ 7 เรียกว่า Connessione คือการคิดแบบ “systems thinking” หรือว่าการคิดแบบระบบ ซึ่งเป็นการมองเห็นและชื่นชมถึงความเชื่อมโยงระหว่างทุกๆอย่าง

ดาวินชี่เห็นว่าความละเอียดอ่อนในธรรมชาติไม่มีที่สิ้นสุด และทุกสิ่งทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกันในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
เขาตระหนักถึงข้อนี้ดี และหนึ่งในเคล็ดลับของความอัจฉริยะของเขา คือการรวบรวมและเชื่อมโยงหลายๆสิ่งเข้าหากัน

ผู้เขียนแนะนำว่า
1. คุณควรฝึกหาความเชื่อมโยงระหว่าง 2 อย่าง ที่ในตอนแรก ดูแล้วไม่น่าจะมีความเกี่ยวพันกัน อย่างเช่นคนที่เกิดในต่างยุคสมัย หรือสิ่งของที่มีความแตกต่างกัน หรือไม่คุณก็พยายามหาความเป็นมาของสิ่งที่เข้ามาในชีวิตคุณ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่คุณได้อ่าน หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในแต่ละวัน
2. คุณควรคำนึงถึงความเชื่อมโยงและความเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นจากประสบการณ์ ความรู้สึก และด้านร่างกาย และควรอธิบายตอนที่ทุกอย่างมีความตรงกัน และตอนที่ขัดแย้งกัน
3. คุณควรคิดถึงความเป็นมาของชีวิตให้เปรียบเสมือนแม่น้ำที่แล่นไหล คุณมาถึงจุดจุดนี้ได้อย่างไร มีประสบการณ์หรือเหตุการณ์อะไรที่สำคัญ และคุณต้องการจะไปถึงไหน
4. Mind map จะเป็นเครื่องมือที่ดีในการเชื่อมโยงหลายๆสิ่งของชีวิตเข้าหากัน คุณควรเริ่มจากภาพรวมและเป้าหมายหลัก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ หรืออย่างอื่นที่สำคัญ คุณควรสร้างความชัดเจนให้กับค่านิยมและจุดประสงค์ส่วนตัว และต้องถามตัวเองว่าทำไมเป้าหมายพวกนั้นถึงสำคัญ ท้ายสุดคุณต้องมองตัวเองว่าว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร ต้องสร้างความเชื่อมโยง และวางกลยุทธ์ในการเปลี่ยนแปลงเพื่อบรรลุเป้าหมาย


ท้ายสุด

แก่นแท้ของสิ่งที่ตกทอดมาจากดาวินชี่ คือการใช้ภูมิปัญญาและแสงสว่าง เพื่อเอาชนะความหวาดกลัวและความมืดมน
ในการแสวงหาความจริงและความงดงาม ดาวินชี่ได้ผสมผสานวิทยาศาสตร์และศิลปะเข้าหากันอยากเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งสร้างความท้าทาย และเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนในทุกยุคสมัย


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ


ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-