[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ How To Avoid A Climate Disaster วิธีหลีกเลี่ยงภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
เล่มนี้เขียนโดย Bill Gates ซึ่งทุกคนน่าจะรู้จักกันดีในฐานะผู้ก่อตั้งบริษัท Microsoft และเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา เขามีบทบาทในด้านการกุศล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาความยากจน หรือโรคร้าย และเขาเห็นว่าการเชิญหน้ากับปัญหา climate change จะมีบทบาทสำคัญ

หนึ่งในปัญหาที่ยิ่งใหญ่ ที่มนุษยชาติกำลังเผชิญหน้า คือ climate change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นักวิชาการบางคน คาดการณ์ว่ามนุษย์เรามีเวลาอีกไม่ถึง 10 ปีที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น

ผมขอบอกก่อนนะครับ ว่าข้อมูลในหนังสือค่อนข้างจะ technical และว่าผมก็ไม่ค่อยถนัดด้านนี้ ผมจะพยายามอธิบายอย่างที่ผมเข้าใจ และให้ทุกคนเข้าใจนะครับ ถ้าท่านใดเห็นว่ามีอะไรผิดพลาดหรือควรมีอะไรเพิ่มเติมก็ comment ในคลิปวีดีโอได้เลยนะครับ


จาก 51,000 ล้าน เหลือ 0

มี 2 ตัวเลขที่จะต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับ climate change
51,000 ล้านตัน คือจำนวน “greenhouse gas” (กรีนเฮาส์แก๊ส) ง่ายๆก็คือมลพิษ ที่ทั้งโลกเพิ่มเข้าไปในชั้นบรรยากาศ ไม่ว่าจะเป็น carbon-dioxide, nitrous-oxide, หรือ methane
และ 0 คือเป้าหมายที่ต้องไปให้ถึง เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผลกระทบทขั้นรุนแรง
คำว่าศูนย์ ไม่ใช่ว่าเราจะหยุดทุกอย่างที่สร้างมลพิษ แต่ต้องมีกระบวนการที่กำจัดมลพิษควบคู่กันไป ซึ่งทำให้มลพิษสุทธิทั้งหมดเท่ากับศูนย์
มันฟังดูสุดโต่งมากนะครับ แต่เหตุผลหลักก็คือ กรีนเฮาส์แก๊สบางชนิดจะอยู่ในชั้นบรรยากาศเป็นเวลาหลายร้อยปี และตราบใดที่มันยังเพิ่มอยู่เรื่อยๆ อุณหภูมิโลกก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน
การเพิ่มอุณหภูมิทั่วโลกเพียงแค่ 1-2 องศาเซลเซียส ถึงแม้ว่ามันฟังดูน้อย แต่จะมีผลกระทบอย่างร้ายแรง อย่างเช่น จะมีวันที่มีความร้อนสูงกว่าปกติเพิ่มมากขึ้น พายุฤดูร้อนจะร้ายแรงขึ้น จะเกิดไฟป่าบ่อยขึ้น ระดับทะเลจะสูงขึ้น การปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภคจะมีผลกระทบ และทั้งหมดจะกระทบกลุ่มคนที่ยากจนที่สุด

การกระทำของมนุษย์ที่สร้างมลพิษ แบ่งได้เป็น 5 อย่าง
1. การใช้ไฟฟ้า
2. การผลิต
3. การเกษตร
4. การขนส่ง
5. และการใช้ระบบปรับอุณหภูมิ

เราจะต้องหาวิธีแก้ไขให้กับทุกอย่างนี้


การใช้ไฟฟ้า

การใช้ไฟฟ้า นับเป็นอันดับ 2 หรือประมาณ 27% ของการเพิ่มมลพิษทั่วโลกในแต่ละปี
ที่ต้องพูดถึงเป็นอันดับแรก เพราะว่าการค้นหาแหล่งไฟฟ้าที่ราคาถูก ที่เพิ่งพาได้ และไม่เพิ่มมลพิษ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหา climate change เพราะมันจะช่วยส่งเสริมการลดมลพิษในด้านอื่นๆ

เศษ 2 ส่วน 3 ของไฟฟ้าโลกทั้งหมดมาจาก “fossil fuels” (เชื้อเพลิงฟอสซิล) ซึ่งมีราคาถูก แต่มันสร้างมลพิษ
ความท้าทายก็คือ ยิ่งประชากรโลกหลุดพ้นจากความยากจนมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้น และจากประวัติศาสตร์ มนุษย์เราใช้เวลานานที่จะยอมรับพลังงานชนิดใหม่
ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด จะต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ที่เรียกว่า “green oremium” และตราบใดที่พลังงานสะอาดยังแพงอยู่ คนก็ยังจะใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบเดิม
คำว่า green premium นี้สำคัญมากนะครับ และถ้ามันยิ่งต่ำก็ยิ่งดี
Green Premium ของไฟฟ้าในสหรัฐและยุโรป อยู่ที่ประมาณ 15-20% ซึ่งค่อนข้างดีทีเดียว
แต่หลายประเทศไม่ต่ำขนาดนี้ เพราะอาจไม่มีแหล่งพลังงานทดแทน อย่างเช่น อาจจะไม่ได้รับแสงอาทิตย์ หรือมีลมอย่างเพียงพอ และอาจประสบปัญหาขาดช่วงการผลิต เพราะช่วงพระอาทิตย์ตก ก็ไม่สามารถผลิตพลังงานได้ และถ้าต้องการส่งต่อพลังงานจากแหล่งผลิตไปแหล่งที่ต้องใช้ หรือเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ใช้ทีหลัง ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

มีหลายแหล่งไฟฟ้าที่ไม่มีมลพิษ
1. Nuclear Fission เป็นการแยกอะตอมเพื่อสร้างพลังงาน
ซึ่งในปัจจุบัน เป็นแหล่งพลังงานที่สะอาด และพึ่งพาได้ดีที่สุด
นอกเหนือจากนั้นแล้ว โรงงานพลังงานนิวเคลียร์ ยังมีอัตราวัตถุก่อสร้างต่อจำนวนพลังงานที่ผลิต น้อยมากอีกด้วย
แต่คนหลายคนกลัวพลังงานนิวเคลียร์ โดยเฉพาะเมื่อเห็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในอดีต
แต่ถ้าเปรียบเทียบอัตราผู้เสียชีวิตต่อจำนวนพลังงานที่ผลิต มันน้อยกว่าแหล่งพลังงานชนิดอื่นหลายร้อยเท่า
แน่นอนว่านิวเคลียร์ก็มีปัญหาหลายอย่าง แต่จะดีกว่าถ้าเราแก้ไขปัญหาไปเรื่อยๆ แทนที่จะละทิ้งมันไปเลย
2. Nuclear Fusion เป็นขั้นตอนการรวมอะตอมเข้าหากัน ซึ่งสามารถสร้างพลังงานอย่างมหาศาล และมีผลกระทบน้อยกว่า Nuclear Fission อย่างมาก
แต่กว่ามันจะเกิดขึ้นจริง คงใช้เวลาอีกหลายสิบปี
3. Offshore Wind คือการวางกังหันลมขนาดยักษ์ที่นอกชายฝั่ง ข้อดีของมันก็คือ เมืองใหญ่ๆหลายเมืองอยู่ติดทะเล ซึ่งหมายความว่าไฟฟ้าที่ถูกผลิต จะถูกนำไปใช้ทันที จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการส่งผ่าน (transmission) และนอกเหนือจากนั้นแล้ว ลมส่วนมากจะผัดอย่างสม่ำเสมอ จึงอาจไม่ประสบปัญหาขาดช่วงการผลิต
4. Geothermal หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ คือการปั๊มน้ำโดยใช้แรงดันสูง ลงไปใต้ดินที่มีหินความร้อนสูง และให้ออกมาอีกฝั่งเพื่อหมุนใบพัด หรือในรูปแบบอื่น เพื่อสร้างพลังงาน

มีหลายนวัตกรรมในการจัดเก็บพลังงานที่กำลังถูกพัฒนา
1. Batteries หนึ่งในความคิดที่กำลังถูกคิดค้น คือแบตเตอรี่ที่ใช้ liquid metal หรือโลหะเหลวซึ่งจะทำให้กักตุนและจัดส่งพลังงานได้อย่างรวดเร็ว
2. Pumped Hydro คือการปั๊มน้ำไปในที่สูง แล้วปล่อยลงมาให้มันปั่นไฟตอนที่ต้องการ แต่ปัญหาคือต้องมีที่กักตุนน้ำขนาดใหญ่ในที่สูง ตอนนี้มีหลายบริษัทกำลังคิดค้นหนทางอื่น อย่างเช่นแทนที่จะปั๊มน้ำขึ้นไปในที่สูง ก็ปั๊มลงไปใต้ดินที่มีแรงกดดัน แล้วก็ปล่อยมันออกมาเพื่อให้มันปั่นไฟตอนที่ต้องการ
3. Thermal Storage คือการเก็บความร้อนในตัววัตถุ แล้วนำมาใช้ตอนที่ต้องการ สิ่งท้าทายคือต้องหาวัตถุที่เก็บความร้อนได้นานและไม่เสียพลังงาน ตอนนี้วัตถุที่ดูมีแนวโน้มสูงคือ molten salt หรือเกลือหลอมละลาย
4. Cheap Hydrogen ในปัจจุบัน ขั้นตอนการสร้างไฮโดรเจนโดยที่ไม่เพิ่มมลพิษค่อนข้างจะแพง ถ้าสามารถคิดค้นวิธีสร้างไฮโดรเจนได้ในราคาถูก เราจะสามารถสร้างเชื้อเพลิงสะอาดที่สามารถเก็บได้เป็นเวลานาน และเปลี่ยนมาเป็นไฟฟ้าตอนที่ต้องการ และจะทำให้ขนส่งพลังงานได้ง่ายขึ้นอีก ซึ่งอาจจะแก้ปัญหาการเก็บพลังงานอย่างสิ้นเชิง

นอกเหนือจากทั้งหมดนี้ ยังมีนวัตกรรมที่เรียกว่า “Direct Air Capture DAC” ซึ่งเป็นการดูดมลพิษออกจากอากาศ โดยเฉพาะจากแหล่งที่ก่อมลพิษ แต่ถ้าจะให้เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้อย่างถ้วนหน้า มันก็ต้องมีราคาที่ถูกลงและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งหลายๆบริษัทก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีนี้อย่างต่อเนื่อง


การผลิต

สิ่งที่ 2 นะครับ คือการผลิต ซึ่งสร้างมลพิษสูงที่สุดในแต่ละปี นับเป็นประมาณ 31%

ถ้ามองรอบๆนะครับ จะเห็นวัตถุสำคัญในการผลิตอยู่ไม่กี่อย่าง คอนกรีต เหล็กกล้า แก้ว พลาสติก อลูมิเนียม และกระดาษ
เราคงไม่หยุดใช้สิ่งพวกนี้เร็วๆนี้หรอกนะครับ และอาจจะใช้มันเพิ่มขึ้นอีกด้วยซ้ำ โดยเฉพาะจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว
ฉะนั้น เราต้องหาขั้นตอนการผลิตที่ไม่สร้างมลพิษ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาต่อไป
ในที่นี้ จะโฟกัสกับคอนกรีต เหล็กกล้า และพลาสติกอย่างเดียวนะครับ

ขั้นตอนการผลิต 3 วัตถุนี้ จะปล่อย carbon (คาร์บอน) เข้าไปในชั้นบรรยากาศ
และในกรณีของพลาสติก มันยังใช้เวลาหลายร้อยปีในการสลายตัว ซึ่งก็มีปัญหาอื่นตามมา
การจะเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการผลิตต้องคำนึงถึง 3 อย่าง
1. จะต้องใช้พลังงานไฟฟ้าที่สะอาดในการขับเคลื่อนโรงงาน ซึ่งได้พูดไปแล้วในหัวข้อก่อนหน้านี้
2. จะต้องหาวิธีสร้างความร้อนสูงโดยไม่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
3. จะต้องหาวิธีจัดการกับมลพิษที่เกิดขึ้นจากปฏิกิริยาทางเคมี
มันจำเป็นจะต้องหาวิธีลด green premium เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เปลี่ยนวิธีการผลิต

กระบวนการผลิตคอนกรีตจะเป็นปัญหาที่สุด หนึ่งในวิธีการที่เสนอมาคือการสร้าง cement (ซีเมนต์) จากน้ำทะเลและคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดูดมาจากบริเวณแหล่งมลพิษ แต่นี้ก็ยังลดได้ไม่มากนัก และก็ยังต้องพึ่งการดูดมลพิษจากขั้นตอนผลิตอีกด้วย
ในการผลิตวัตถุที่เหลือ สิ่งสำคัญคือจะต้องใช้พลังงานสะอาดในทุกๆขั้นตอนการผลิต ยกตัวอย่างเช่น มีบริษัทที่กำลังพัฒนาขั้นตอนการใช้ไฟฟ้าในการดึงเหล็กเพียวๆออกมาเพื่อนำไปผลิตเหล็กกล้า ซึ่งไม่มี carbon-dioxide ออกมาเลย แต่ยังต้องพัฒนาต่อไปเพื่อใช้ได้ในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
สำหรับพลาสติก มีงานวิจัยที่หาวิธีดึงคาร์บอนจากอากาศหรือพืช เพื่อไปใช้ในกระบวนการผลิต
นอกเหนือจากทั้งหมดนี้แล้ว เราควรหาวิธีลดพลังงานในการ recycle หรือนำวัสดุที่ใช้แล้วมาใช้ใหม่ และท้ายสุด ควรหาวิธีออกแบบตึกและถนนเพื่อให้ใช้วัตถุก่อสร้างน้อยลง


การเกษตร

การกระทำที่สร้างมลพิษสูงเป็นอันดับ 3 หรือนับเป็นประมาณ 19% คือการเกษตร

การเกษตรในที่นี้ครอบคลุมไปถึงการปลูกพืชผักผลไม้ การเลี้ยงสัตว์เพื่อบริโภค และการป่าไม้
ปัญหามลพิษหลักของการเกษตรมาจาก methane และ nitrous-oxide ซึ่งแย่กว่า carbon-dioxide หลายเท่า แต่แก๊สทั้งสอง ไม่ได้อยู่ในชั้นบรรยากาศนานเท่าคาร์บอนไดออกไซด์
โลกเราจะต้องผลิตอาหารมากขึ้นเพราะประชากรจะเพิ่มขึ้น และยิ่งประชากรหลุดพ้นจากความยากจน ก็ยิ่งต้องการอาหารมากขึ้นอีก ทั้งหมด จะทำให้ปัญหามลพิษจากการเกษตรเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน
อีก 1 อย่างที่ต้องระวัง คือถ้าเราผลักดันการสร้างพลังงานจากพืชมากเกินไป มันจะก่อให้เกิดการแย่งชิงพื้นที่เกษตร ซึ่งจะทำให้ผลผลิตการเกษตรราคาแพงขึ้น และจะมีผลกระทบกับความเป็นอยู่ของประชากร

ปัญหาแรกของการเกษตร มาจากสัตว์เลี้ยงเพื่อบริโภค
ระบบการย่อยอาหารของวัวทำให้เกิดแก๊ส methane ซึ่งจะออกมาในอากาศโดยการเรอ และผายลม
แพะ แกะ และอูฐ ก็สร้างแก๊ส methane ด้วยเช่นกัน
นอกเหนือจากนั้นแล้ว การย่อยสลายของมูลของสัตว์ โดยเฉพาะจากหมู จะปล่อยแก๊สไนตรัสออกไซด์ออกมา
หนึ่งวิธีที่อาจทำได้ คือวัวในอเมริกาและยุโรปมีคุณภาพมากกว่าและสร้างแก๊สน้อยกว่าวัวในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ถ้าผสมพันธุ์วัวประเภทนี้ไปที่อื่นๆ จะช่วยให้ลดแก๊สที่ผลิตออกมาได้ นอกเหนือจากนั้นแล้ว เกษตรกรก็ควรแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับการกำจัดมูลของสัตว์เพื่อลดมลพิษ
อีกวิธี คือหันมาทานเนื้อเทียมที่มาจากพืช แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ราคาค่อนข้างจะแพง แต่ก็อาจจะลดลงถ้าผู้บริโภคให้ความสนใจมากขึ้น
ในขณะเดียวกัน ก็มีบางบริษัท start-up ที่กำลังคิดค้นการปลูกเนื้อสัตว์ในห้องทดลอง แต่ปัญหาคือ มีการโต้เถียงในภาครัฐว่าควรจะอนุญาตหรือไม่
สิ่งสุดท้ายที่ทำได้ คือเปลี่ยนพฤติกรรมของเราเอง และลดการทิ้งอาหารโดยไม่จำเป็น

ปัญหาต่อไปเกี่ยวกับการเกษตรคือการใช้ปุ๋ยในการปลูกพืชผัก
ขั้นตอนการผลิต synthetic fertilizer (ปุ๋ยสังเคราะห์) ต้องใช้ความร้อน ซึ่งส่วนมากจะมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
และการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์ จะปล่อยแก๊สไนตรัสออกไซด์เข้าไปในชั้นบรรยากาศ
เราอาจจะใช้พลังงานสะอาดในการสร้างความร้อนในขั้นตอนการผลิต แต่อาจจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นมากกว่า 20%
และอีกอย่างก็คือ ตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีที่สามารถดูดไนตรัสออกไซด์ออกจากอากาศได้
บางบริษัทกำลังพัฒนาวิธีที่ทำให้พืชดูดไนโตรเจนเพิ่มขึ้นเพื่อลดมลพิษ

ปัญหาท้ายสุดเกี่ยวกับการป่าไม้
การทำลายป่าไม้ เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการเกษตรหรืออุปสงค์อื่น ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่อยู่ในดิน ถูกปล่อยออกมาในอากาศ และถ้ายิ่งเผาไม้ ก็จะปล่อยมันออกมาอีก
วิธีแก้ไขควรจะมาจากนโยบายทางเศรษฐกิจ และสร้างโอกาสให้ประชากรในด้านอื่นๆแทนที่จะมาตัดไม้เพื่อประคองชีวิตโดยเฉพาะในประเทศรายได้ต่ำ

คาดว่าในอนาคตเราจะต้องผลิตอาหารมากขึ้นอีกประมาณ 70%
เราจะต้องมีนวัตกรรมด้านการเกษตรใหม่ๆ และประชากรอาจจะต้องเปลี่ยนประพฤติ เพื่อให้มลพิษสุทธิจากการเกษตรเท่ากับศูนย์


การขนส่ง

การกระทำที่สร้างมลพิษสูงเป็นอันดับ 4 หรือนับเป็นประมาณ 16% คือการขนส่ง

พลังงานหลักที่ขับเคลื่อนการขนส่ง คือน้ำมันแก๊สโซลีน
ถ้าวัดตามสัดส่วน ในสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันแก๊สโซลีนโดยเฉลี่ยแล้ว ถูกกว่าน้ำขวด และมันยังมีพลังงานมากกว่าระเบิดมือซะอีก
เพราะ 2 เหตุผลนี้ เราจึงใช้มันในการขนส่ง แต่มันก็ทำให้เกิดมลพิษ
จากสถิติ ประชากรโลกใช้ระบบการขนส่งมากขึ้น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะมันโชว์การพัฒนา
ฉะนั้นเราต้องหาเชื้อเพลิงสะอาด ที่ทดแทนน้ำมันแก๊สโซลีนได้

รถยนต์โดยสารทั่วไป สร้างมลพิษนับเป็นครึ่งหนึ่งของการขนส่งทั้งหมดทั่วโลก
คำตอบที่เห็นได้ชัดคือรถยนต์ไฟฟ้า และ green premium ของรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรปและสหรัฐเริ่มจะลดลงมาเรื่อยๆ คาดว่าอาจจะลงมาถึงศูนย์ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก
แต่เราต้องอย่าลืมว่า รถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้การชาร์จ ซึ่งไฟฟ้าก็ต้องมาจากพลังงานสะอาดด้วยเช่นกัน
อีกวิธีหนึ่ง คือการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ (bio-fuel) หรือเชื้อเพลิงไฟฟ้า (electro-fuel) แต่ปัญหาคือตอนนี้มันแพงมากๆ และควรได้รับการลงทุนศึกษาในด้านนี้เพิ่มขึ้น
รถขนส่งขนาดกลางยังเปลี่ยนไปใช้ไฟฟ้าได้ แต่อาจจะยากสำหรับรถบรรทุกทางไกลขนาดใหญ่ เพราะมีน้ำหนักมากกว่า จึงต้องใช้แบตเตอรี่มากขึ้น ซึ่งก็เพิ่มน้ำหนักขึ้นไปอีก
สำหรับเรือบรรทุกสินค้าและเครื่องบินก็เป็นเหตุผลเดียวกัน และมันยังไม่คุ้มที่จะย้ายไปใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

มี 4 อย่างที่สามารถลดการปล่อยมลพิษจากการขนส่ง
1. ใช้การขนส่งน้อยลง แล้วหันมาเดิน หรือขี่จักรยานแทน หลายเมืองในยุโรปสนับสนุนด้านนี้
2. ใช้วัตถุที่มีคาร์บอนน้อยลงในการผลิตรถยนต์
3. เสนอมาตรฐานการประหยัดน้ำมันที่เข้มงวด และครอบคลุมไปถึงเครื่องบินและเรือบรรทุกสินค้าที่อยู่ในพื้นที่นานาชาติ
4. สิ่งสุดท้ายคือย้ายไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งก็มีความท้าทายอย่างที่พูดไปแล้ว

วิธีที่จะลด green premium ได้ อาจจะต้องพึ่งนโยบายรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน สร้างเครือข่ายสถานที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า สนับสนุนพลังงานสะอาด และท้ายสุด คือลงทุนในการคิดค้นที่จะทำให้เชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงไฟฟ้าถูกลงให้ได้มากที่สุด
ถ้าทำทุกอย่างนี้ได้ เราต้องย้ายการขนส่งให้เป็นรูปแบบไฟฟ้าให้มากที่สุด และที่เหลือก็หันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแทน


ระบบปรับอุณหภูมิ

การกระทำที่สร้างมลพิษสูงเป็นอันดับ 5 หรือนับเป็นประมาณ 7% คือระบบปรับอุณหภูมิ

ไม่ว่าจะอยู่ในบ้านตัวเอง หรือออกไปข้างนอก เราทุกคนจะสัมผัสกับระบบปรับอุณหภูมิในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง
ระบบปรับอุณหภูมิไม่ใช่เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเดียว แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต โดยเฉพาะในประเทศที่มีอุณหภูมิร้อนหรือหนาวมาก
นอกเหนือจากนั้นแล้ว มันยังมีความจำเป็นเพื่อให้ระบบเศรษฐกิจเดินหน้าอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นการควบคุมอุณหภูมิในห้อง server ที่เก็บข้อมูลในอินเตอร์เน็ต

เหมือนอย่างอื่นที่พูดมา ประชากรโลกจะเพิ่มระบบปรับอุณหภูมิเพราะความมั่งคั่งจะแพร่กระจายมากขึ้น
ระบบปรับอุณหภูมิ มาจากเครื่องปรับอากาศ ที่ใช้ระบบไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้น การกำจัดคาร์บอนจากเครือข่ายไฟฟ้าจะช่วยในด้านนี้
แต่ก็มีระบบทำน้ำอุ่นโดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐ ที่ใช้พลังงานจำนวนมาก และจะมาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้นจะต้องพยายามเปลี่ยนมาใช้ไฟฟ้าให้มากที่สุด อย่างเช่นใช้เครื่องปั๊มความร้อนแบบไฟฟ้า ซึ่งจริงๆแล้วสามารถลดค่าใช้จ่ายได้โดยเฉพาะในบางเมืองใหญ่ๆในสหรัฐ ส่วนที่เหลือก็ใช้เชื้อเพลิงสะอาดมาทดแทน
รัฐบาลก็ต้องมีนโยบาย ที่เน้นประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และลดมลพิษควบคู่กันไป
สิ่งสุดท้ายที่ทำได้ คือสร้างตึกและบ้านช่อง ที่ไม่ต้องใช้พลังงานในการควบคุมอุณหภูมิ


ไปให้ถึง 0

ในปี 2015 191 ประเทศได้ลงนาม Paris Agreement เพื่อแก้ไขปัญหา climate change
ความสนใจในการแก้ปัญหานี้ ก็เริ่มจะเพิ่มขึ้นจากทุกๆฝ่าย
คุณ Bill เห็นว่า อีก 10 ปีที่จะถึง เราจะต้องวางนโยบาย ที่ไม่ใช่แค่จะลดมลพิษอย่างเดียว แต่จะต้องให้มลพิษสุทธิเท่ากับ 0 ภายในปี 2050
ซึ่งฝ่ายรัฐ ฝ่ายเอกชน และตัวบุคคล จะมีบทบาท

เราจำเป็นจะต้องรวบรวมความรู้จากหลายๆสาขา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งต้องครอบคลุมไปถึงวิธีการทำธุรกิจรูปแบบใหม่ด้วย (New Innovations + New Business Model)
แต่จะผลักดันนวัตกรรมได้
1. เราจะต้องขยายนวัตกรรม (Supply of New Innovation) และ
2. เร่งความต้องการนวัตกรรมใหม่ๆ (Demand for New Innovation) ไปพร้อมๆกัน

Supply of New Innovation
จาก 5 หัวข้อก่อนหน้านี้ ก็ได้เสนอนวัตกรรมไปแล้วส่วนหนึ่ง
1. จะให้นวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น ฝ่ายรัฐจะต้องระดมทุนในงานวิจัยเกี่ยวกับพลังงานสะอาด และ climate change เพิ่มขึ้นอีกเป็น 5 เท่าใน 10 ปีข้างหน้า และจะต้องกล้าเสี่ยงในโปรเจคที่มีความเสี่ยงสูงด้วย
2. งานวิจัยที่ควรให้ความสำคัญ คือที่จะนำมาใช้เป็นประโยชน์ และจะแก้ปัญหาด้านพลังงานได้ นั่นหมายความว่าฝ่ายรัฐควรร่วมมือกับฝ่ายเอกชนตั้งแต่ต้น เพื่อเร่งวงจรนวัตกรรม ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนร่วมกัน หรือการแบ่งปันข้อมูลตลาด


Demand for New Innovation
การกระตุ้นความต้องการนวัตกรรมจะมีความซับซ้อนมากขึ้น
1. รัฐบาลในทุกๆระดับ จะต้องซื้อวัสดุเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรืออื่นๆ ฉะนั้นรัฐบาลควรเน้นใช้วัสดุที่ไม่สร้างมลพิษ เพื่อเป็นการสนับสนุนนวัตกรรมใหม่ๆ
2. รัฐบาลยังสามารถออกนโยบายเพื่อลด green premium ในการลดความเสี่ยงและกระตุ้นความต้องการในตลาด
3. นอกเหนือจากนั้นแล้ว รัฐบาลยังสามารถสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีใหม่ อย่างเช่นเครือข่ายขนส่งพลังงานสะอาด หรือสถานที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
4. และท้ายสุด ควรออกนโยบายที่ทำให้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดสามารถแข่งขันได้มากขึ้นด้วย

Scale Up Innovation
เมื่อนวัตกรรมใหม่ด้านพลังงานสะอาดมีต้นทุนต่ำเพียงพอ, มี supply-chain และ business model ที่พัฒนาเพียงพอ, และมี demand จากผู้บริโภคมากเพียงพอ ขั้นตอนต่อไปคือการขยาย
1. รัฐบาลควรกำหนดค่าใช้จ่ายที่มาจากมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบภาษีหรืออะไรก็ตาม ซึ่งจะทำให้ green premium ของพลังงานสะอาดเท่ากับศูนย์ และจะทำให้คนหันมาใช้มากขึ้น
2. รัฐบาลควรกำหนดมาตรฐานพลังงานสะอาด
ไม่ว่าจะเป็นการผลิตไฟฟ้า ที่ต้องกำหนดว่าต้องมาจากพลังงานสะอาดเป็นกี่ส่วน
ควรกำหนดมาตรฐานในด้านการขนส่งด้วยเช่นกัน เพราะจะผลักดันให้คนหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงทดแทนมากขึ้น
3. และท้ายสุด รัฐบาลควรสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่มาจากพลังงานสะอาด และควรส่งเสริมการเปลี่ยนขั้นตอนการผลิตรูปแบบเก่าที่สร้างมลพิษ ให้มาเป็นรูปแบบที่สะอาดแทน

มันจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลด green premium ให้มากที่สุด เพื่อที่ประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ จะสามารถปรับเปลี่ยนได้เร็ว
จะทำแบบนี้ได้ ประเทศรายได้สูง จะต้องเป็นผู้นำ เพราะนวัตกรรมส่วนมากจะมาจากประเทศเหล่านี้
แต่พวกเขาไม่ควรเห็นว่านี่เป็นการกุศล เพราะการลงทุนในการวิจัยด้านนี้ จะทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ และสร้างงานเป็นจำนวนมาก พร้อมๆไปกับการลดมลพิษ

มีหลายอย่างเช่นกัน ที่เราทุกคนสามารถทำได้
1. ในฐานะพลเมืองประเทศ เราควรเรียกร้องและสนับสนุนนักการเมืองที่ให้ความสำคัญในด้านนี้
2. ในฐานะผู้บริโภค เราควรส่งเสริมองค์กรที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ โดยการซื้อผลิตภัณฑ์เท่าที่ทำได้ เราก็ควรคำนึงถึงการกระทำของตัวเอง ที่ทำให้เกิดมลพิษ และควรพยายามลดลงด้วย
3. ในฐานะนายจ้างหรือลูกจ้าง ควรผลักดันให้องค์กรมีบทบาทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการยอมรับความเสี่ยงในการทดลองใช้พลังงานสะอาด หรือสนับสนุนการคิดค้นในด้านนี้

หนังสือเล่มนี้มีข้อมูลเยอะมากๆเลยครับ แต่ก็เป็นความรู้ที่น่าสนใจอย่างมาก และผมคิดว่าจะมีประโยชน์อย่างมากในการเปลี่ยนแปลงอนาคต


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-