[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Extreme Ownership: How U.S. Navy SEALs Lead and Win
นำธุรกิจด้วยวิธีคิดแบบ SEAL นำแล้วต้องชนะ

คนเขียนทั้ง 2 ชื่อว่า Jocko Willink และ Leif Babin
ทั้งสองคนเคยเป็นหัวหน้าทีม Navy SEALs ใน Operation Iraqi Freedom ช่วงสงครามต่อต้านก่อการร้ายในประเทศอิรัก
ตอนนี้เขาได้ตั้งบริษัท consulting ชื่อว่า Echelon Front ที่แนะนำองค์กรด้านการเป็นผู้นำ

คนเขียนทั้งสองจะเล่าจากประสบการณ์และเห็นว่า ถึงแม้ในสมรภูมิจะมีลักษณะเฉพาะที่มีความดุดันและความเข้มข้น แต่บทเรียนเกี่ยวกับการเป็นผู้นำที่ได้ก็สะท้อนชีวิตจริงได้ดี ไม่ว่าจะเป็นในด้านส่วนตัวหรือธุรกิจ


Extreme Ownership
ความรับผิดชอบอย่างสุดโต่ง

4 หลักการแรก จะพูดถึง mindset ของการเป็นผู้นำ
หลักการแรกคือ Extreme Ownership ความรับผิดชอบอย่างสุดโต่ง

ในปี 2006 คุณ Jocko ได้นำกองกำลังจำนวนหนึ่งเพื่อไปยึดเขตที่เต็มไปด้วยกองกำลังศัตรู
จากสถานการณ์ที่วุ่นวายทำให้เกิดการยิงฝ่ายเดียวกันซึ่งทำให้เจ้าหน้าที่ SEAL เสียชีวิต 1 คน และทหารอิรักฝั่งพันธมิตรเจ็บอีกหลายคน
คุณ Jocko พบว่าลูกทีมทำผิดพลาดหลายอย่าง
แต่ตอนที่เขาถูกสอบสวนเขายอมรับผิดกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น
โดยธรรมดาแล้วในสถานการณ์แบบนี้หัวหน้าทีมปฏิบัติจะถูกปลด
เขาสันนิษฐานว่า ถ้าตอนนั้นเขาให้ข้ออ้างและพยายามโทษคนอื่นเขาคงถูกปลดอย่างแน่นอนเหมือนกัน แต่เพราะเขารับผิดชอบทุกอย่างเขากลับได้ความเชื่อถือจากผู้บัญชาการมากขึ้น

ความรับผิดชอบอย่างสุดโต่ง หมายถึงคุณจะต้องมีความรับผิดชอบกับทิศทางและความสำเร็จของทีมหรือองค์กรของตัวเอง และไม่ควรมีข้ออ้างหรือโทษใครเมื่อเกิดข้อผิดพลาดและควรจะไตร่ตรองกับสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะปรับปรุง
ถ้าลูกทีมทำผิดพลาด คุณต้องกลับมาคิดว่าเขาได้รับข้อมูล การอบรม หรือว่าทรัพยากรอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง
ถ้าลูกทีมยังโชว์ว่าเขาไร้ประสิทธิภาพ คุณก็ต้องเป็นคนตัดสินใจและต้องคำนึงถึงทีมและองค์กรเป็นหลัก
คุณจะต้องมองข้ามความสำเร็จในอดีตเพื่อจะมองความผิดพลาดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้า
ในความสำเร็จ คุณไม่ควรให้เครดิตตัวเองคนเดียว แต่ควรให้กับลูกทีมทุกๆคนที่มีส่วนร่วม เพราะนี้จะทำให้ทุกคนเห็นว่าความสำเร็จเกิดขึ้นจากความเป็นหนึ่งเดียวกันและ mindset นี้ก็จะแพร่กระจาย


No Bad Teams, Only Bad Leaders
ไม่มีทีมที่แย่ มีแต่ผู้นำที่แย่

หลักการที่ 2 นะครับ No Bad Teams, Only Bad Leaders ไม่มีทีมที่แย่มีแต่ผู้นำที่แย่

ในการฝึกฝนหน่วยซีลจะมีช่วงที่เรียกว่า Hell Week หรือว่า สัปดาห์นรก ซึ่งเป็นการฝึกฝนอย่างเข้มข้นที่ทดสอบด้านพละกำลังและจิตใจ
ทหารหน่วย SEAL ก็จะถูกแบ่งเป็นหลายๆกลุ่ม และแต่ละกลุ่มก็จะมีหัวหน้าทีมที่จะได้รับคำสั่งจากครูฝึก และต้องส่งต่อไปให้ลูกทีม เขาต้องคอยนำลูกทีมให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง
คุณ Leif เล่าเกี่ยวกับทีมสองทีมที่แตกต่างกัน ทีม 2 เป็นทีมที่ชนะอยู่บ่อยครั้ง และทีม 6 จะแพ้เป็นส่วนใหญ่
เขาเห็นว่าหัวหน้าทีม 2 ค่อนข้างจะมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งตรงข้ามกับหัวหน้าทีม 6
เขาลองสลับหัวหน้าของทั้งสองทีมแล้วดูว่ามีอะไรเกิดขึ้น
ปรากฏว่าหัวหน้าใหม่ของทีม 6 เริ่มจะวางมาตรฐานให้ลูกทีมสูงขึ้นและผลักดันให้ทุกคนไปให้ถึงและก็เริ่มจะชนะมากขึ้น ทีม 2 ก็ยังชนะบ่อยครั้งแต่เป็นเพราะทัศนคติที่หัวหน้าทีมคนเก่าเคยวางไว้แล้ว

ผู้นำเป็นปัจจัยหลักของความสำเร็จในแต่ละทีม ไม่ว่าทีมจะสำเร็จหรือจะล้มเหลวมันขึ้นอยู่กับทัศนคติที่ถูกฝังไว้
คุณจะต้องสร้างความคาดหวังกับประสิทธิภาพที่สูงและไม่ควรยอมรับกับสิ่งที่ต่ำกว่านี้ เพราะนั่นจะกลายเป็นมาตรฐานของทีมที่แท้จริง
คุณจะต้องหาวิธีทางปรับปรุงประสิทธิภาพของทีมโดยการวิเคราะห์ผลงานของทีมและของตัวเองอยู่ตลอด และต้องดูจากมุมมองการถ่อมตนและความซื่อตรง
เมื่อคุณสร้างวัฒนธรรมความรับผิดชอบอย่างสุดโต่ง ลูกทีมก็จะสามารถปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพต่อไปได้ตอนที่คุณไม่อยู่


Believe ความเชื่อ

หลักการที่ 3 คือ Believe ความเชื่อ

ตอนที่คุณ Jocko ปฏิบัติการอยู่ที่ประเทศอิรัก ผู้บัญชาการสั่งว่าจะต้องเริ่มฝึก และร่วมรบกับทหารอิรักฝั่งพันธมิตร
ตอนนั้นเขาเห็นว่า นี่เป็นสิ่งอันตรายมาก เพราะทหารอิรักไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ และจะเป็นภาระให้กับหน่วยซีล
เขาพยายามหาเหตุผลว่า ทำไมผู้บัญชาการถึงสั่งการลงมาอย่างนี้
เขาสรุปได้ว่า เหตุผลก็คือ พวกเขาจะต้องฝึกทหารอิรักให้สามารถปกป้องและประคองประเทศตัวเองจากกองกบฏให้ได้ เพื่อที่กองกำลังสหรัฐจะได้ลดบทบาทลง
ในเมื่อเขาเข้าใจเหตุผลเบื้องหลัง เขาก็เริ่มมีความเชื่อในความสำคัญของเรื่องนี้ และสามารถอธิบายให้กับลูกทีมได้และลูกทีมก็เริ่มจะมีความเชื่อด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นพวกเขาก็ฝึกทหารอิรักและให้มีส่วนร่วมในการปฏิบัติการจนพวกเขามีความเชี่ยวชาญและเป็นส่วนสำคัญของการต่อต้านกบฏ

คุณจะต้องมีความเชื่ออย่างแท้จริงในเป้าหมาย เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว คุณก็จะไม่กล้าทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อที่จะให้บรรลุเป้าหมายนั้นได้ และคนอื่นก็จะไม่เชื่อเช่นกัน
คุณจะต้องเข้าใจว่า ความต้องการส่วนตัวไม่สำคัญเท่ากับเป้าหมาย และจะต้องสร้างความเข้าใจให้กับตัวเองก่อน ว่าเป้าหมายเล็กมันเชื่อมโยงกับกลยุทธ์ขององค์กรอย่างไร ถ้ายังไม่เข้าใจก็ควรจะพยายามหาคำตอบจากหัวหน้าของตัวเองอีกที
ถ้าคุณเป็นผู้นำระดับสูง ก็ควรจะอธิบายเหตุผลเบื้องหลังในการออกนโยบาย เพื่อที่จะให้ทุกคนเห็นตรงกันและมีความเชื่อแบบเดียวกัน ซึ่งจะทำให้การปฏิบัติเรียบง่ายขึ้น


Check Your Ego ลดอีโก้ของตัวเอง

หลักการที่ 4 คือ Check Your Ego ลดอีโก้ของตัวเอง

การปฏิบัติการในอิรัก หลายๆหน่วยต้องทำงานร่วมกันอย่างเช่นทหารบก นาวิกโยธิน และหน่วยซีล ซึ่งแต่ละหน่วยก็มีวัฒนธรรมและการปฏิบัติที่แตกต่างกันบ้าง
คุณ Jocko สั่งให้ทีมของเขาปฏิบัติคล้ายๆกับหน่วยอื่นเพื่อโชว์ความเคารพและสร้างความไว้ใจ
ครั้งหนึ่งมีทหารกลุ่มใหม่ย้ายเข้ามาที่ค่าย แต่พวกเขาไม่พยายามที่จะปรับตัวเข้าหาหรือเรียนรู้ แถมยังพูดเหยียดหยามอีกด้วย จึงทำให้เกิดความไม่พอใจกับทหารที่อยู่ในค่ายก่อนแล้ว
นอกเหนือจากนั้น ต่างฝ่ายต่างก็ปิดบังข้อมูล ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติไม่ดีเท่าที่ควร
หลังจากนั้นไม่กี่อาทิตย์ก็มีคำสั่งให้ทหารกลุ่มใหม่นี้ย้ายออกจากค่าย

การมีอีโก้สูง จะสร้างความยุ่งเหยิงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน หรือการได้รับคำติชมที่เป็นประโยชน์
นอกเหนือจากนั้นแล้ว มันค่อนข้างอันตราย เพราะจะปิดบังการตัดสินใจ และทำให้ไม่สามารถมองเห็นความเป็นจริงและอาจจะกลายเป็นเรื่องส่วนตัว โดยที่ไม่คำนึงถึงความสำเร็จของส่วนรวม ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพลดลงและอาจจะเกิดความล้มเหลวได้
ในวัฒนธรรมความรับผิดชอบอย่างสุดโต่ง จะต้องมีความถ่อมตน การยอมรับผิด และพัฒนากลยุทธ์ในการแก้ปัญหา ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนสำคัญของความสำเร็จของทีม
คุณจะต้องลดอีโก้ในการประเมินประสิทธิภาพของตัวเองและภายในทีมตามความเป็นจริง


Cover And Move ครอบคลุมและเคลื่อนย้าย

4 หลักการต่อไปจะอยู่ภายใต้ Laws of Combat หรือว่ากฎของการรบ ซึ่งจะเกี่ยวกับกลยุทธ์ที่ผู้นำสามารถทำให้ทีมมีประสิทธิภาพอย่างสูงสุดได้
หลักการที่ 5 คือ Cover And Move คุ้มกันและเคลื่อนย้าย

กลยุทธ์ของกองทัพสหรัฐ คือเข้าไปยึดพื้นที่อันตรายจากกบฏแล้วก็ตั้งด่านคุ้มกัน
ในการจู่โจมพื้นที่หรือถอนกำลัง หน่วยซีลจะใช้กลยุทธ์คุ้มกันและเคลื่อนย้าย ง่ายๆก็คือจะแบ่งเป็น 2 ทีม ทีแรกจะให้การคุ้มกันในขณะที่อีกทีมจะเคลื่อนย้าย ทั้งสองทีมก็จะสลับกันเรื่อยๆจนกว่าจะไปถึงจุดมุ่งหมาย

คุณจะต้องสร้างทีมงานที่ช่วยกันและกันในการบรรลุเป้าหมาย
ลูกทีมทุกคน ควรจะรับรู้ว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไรที่จะสร้างความสอดคล้องภายในทีม
แต่ละหน่วยงาน ก็ควรจะสร้างความเข้าใจกับบทบาทของตัวเองภายในองค์กร และคุณควรจะประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆเพื่อสร้างความสำเร็จให้กับทุกๆฝ่าย


Simple ทำสิ่งที่ง่าย

หลักการที่ 6 คือ Simple ทำสิ่งที่ง่าย

เมื่อไหร่ที่กองทัพสหรัฐเข้าไปยึดพื้นที่ได้สำเร็จ เขาจะตั้งด่านป้องกัน หลังจากนั้น เขาจะเริ่มการลาดตระเวนพื้นที่เพื่อแสดงกองกำลังถึงแม้ว่าด่านยังสร้างไม่เสร็จ และบ่อยครั้งก็จะเจอการจู่โจม
มีอยู่ครั้งหนึ่งคุณ Jocko เห็นว่า เส้นทางลาดตระเวนที่เสนอมามันยาวและซับซ้อนมากเกินไป เขาเลยแนะนำว่าช่วงแรกควรจะเปลี่ยนให้สั้นลงและอยู่ใกล้กับกองกำลังหลักจะดีกว่า
หลังจากเริ่มลาดตระเวน หน่วยซีลก็ถูกจู่โจมและสูญเสียทหารอิรัก 2 นาย แต่สามารถช่วยที่เหลือได้ทัน
หัวหน้าทีมลาดตระเวนยอมรับว่า ถ้าตอนนั้นไปในที่ที่ไม่คุ้นเคยแบบตอนแรกที่วางแผนไว้ อาจจะไม่รอดกลับมาสักคน

แผนการควรจะให้เป็นอย่างที่เรียบง่ายที่สุดที่สามารถอธิบายได้อย่างง่ายดาย เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้วลูกทีมก็จะไม่สามารถปฏิบัติและปรับเปลี่ยนได้ถ้าเกิดปัญหา เพราะแน่นอนว่าปัญหาจะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ
คุณควรสนับสนุนให้ลูกทีมสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ถ้าไม่เข้าใจบางอย่าง


Prioritize And Execute จัดลำดับความสำคัญและดำเนินการ

หลักการที่ 7 คือ Prioritize And Execute จัดลำดับความสำคัญและดำเนินการ

บ่อยครั้งในการปฏิบัติการของหน่วยซีลจะต้องเจอสถานการณ์ที่มีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้นพร้อมกันที่ต้องจัดการทันที
พวกเขาใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “relax, look around, make a call” ก็คือใจเย็นก่อน ดูรอบๆ แล้วก็ตัดสินใจ
ไม่ว่าผู้นำจะมีประสิทธิภาพขนาดไหน แต่ถ้าพยายามทำหลายอย่างเกินไป ก็จะมีโอกาสล้มเหลวสูง
ถ้ารู้สึกมีปัญหาเยอะมากเกินไป ควรจัดลำดับความสำคัญซะก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ
สิ่งที่ดีคือควรจะคาดหมายกับปัญหาที่จะเกิดขึ้นและวางแผนล่วงหน้า

คนเขียนได้แนะนำข้อปฏิบัติสำหรับผู้นำองค์กร
1. ประเมินความสำคัญของแต่ละปัญหา
2. วางแผนที่เรียบง่ายและเจาะจงสำหรับปัญหาที่สำคัญที่สุด
3. ค้นหาวิธีแก้ไขและหาคำแนะนำจากคนภายในทีมหรือผู้นำคนอื่นๆ
4. เจาะจงการดำเนินการไปที่ปัญหาที่สำคัญที่สุดก่อน
5. ไปที่ปัญหาต่อไป
6. ลําดับความสําคัญของปัญหาอาจจะเปลี่ยนแปลง ควรจะสื่อสารให้ทุกฝ่ายได้รับรู้
7. ควรรับรู้กับปัญหาใหม่ๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้


Decentralized Command กระจายการบังคับบัญชา

หลักการที่ 8 คือ Decentralized Command กระจายการบังคับบัญชา

คุณ Jocko ได้ฝึกอบรมหัวหน้าทีมระดับล่างให้ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง และสร้างความคาดหวังว่า พวกเขาจะต้องตัดสินใจโดยที่ไม่ต้องขออนุญาตหรือถามว่าต้องทำอะไรตลอดเวลา
เขาให้ความเชื่อมั่น ซึ่งทำให้หัวหน้าทีมเหล่านี้มีความมั่นใจ และพัฒนาทักษะความเป็นผู้นำเพิ่มขึ้นอีก
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ตัวเขาเองก็สามารถโฟกัสกับภาพรวมใหญ่ของการปฏิบัติการได้

ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเก่งขนาดไหน แต่ก็ไม่มีใครสามารถบริหารคนจำนวนมากโดยตรงได้ เขาเห็นว่าไม่ควรจะบริหารมากกว่า 6-10 คน ถ้ามากกว่านั้นควรจะแบ่งเป็นทีมเล็กๆที่มีผู้นำระดับกลางและล่าง
ผู้นำระดับสูง ควรสื่อสารแผนการและเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อที่พวกเขาจะอธิบายให้ลูกทีมอีกที นอกเหนือจากนั้นแล้วควรสร้างขอบเขตการตัดสินใจ สร้างเป้าหมายที่ชัดเจน มีระดับความเกี่ยวข้องที่เหมาะสม และพร้อมที่จะยื่นมือช่วย
ผู้นำระดับล่าง ควรมีอำนาจการตัดสินใจ เพราะพวกเขามีความใกล้ชิดกับปัญหามากกว่าและเข้าใจบทบาทของลูกทีมตัวเอง แต่ก็ควรจะให้ผู้นำระดับกลางและสูงรับรู้ด้วย


Plan การวางแผน

4 หลักการต่อไปจะเกี่ยวกับความท้าทายในการเป็นผู้นำและอุปสรรคที่จะต้องก้าวข้าม
หลักการที่ 9 คือ Plan การวางแผน

การวางแผนเป็นส่วนสำคัญไม่ว่าจะในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยซีลหรือในการทำธุรกิจ
ข้อแรก คุณจะต้องวางแผนที่มีความเจาะจง เรียบง่าย และมีเป้าหมายชัดเจน และจะต้องสื่อเหตุผลเบื้องหลังของภารกิจเพื่อให้ลูกทีมเข้าใจความสำคัญที่จะช่วยบรรลุเป้าหมายใหญ่
ข้อ 2 คุณจะต้องสืบสวนหลายๆหนทาง และเลือกทางที่ดีที่สุดที่จะใช้ทรัพยากรและความสามารถของลูกทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกคนควรมีส่วนร่วม เพราะจะมีมุมมองที่แตกต่างและชัดเจน และจะทำให้รู้สึกมีความรับผิดชอบกับภารกิจ แต่คุณควรจะคำนึงถึงเป้าหมายใหญ่เสมอ
ข้อ 3 ทุกแผนการจะมีความเสี่ยงที่อาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ควรจะเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อที่จะรับมือกับมัน
ข้อ 4 คุณจะต้องอธิบายภารกิจให้กับลูกทีมได้อย่างชัดเจน จะต้องแน่ใจว่าทุกคนเข้าใจบทบาท และต้องเตรียมทรัพยากรเพื่อให้ทุกคนทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อ 5 หลังจากปฏิบัติภารกิจเสร็จแล้ว ก็ควรจะวิเคราะห์การปฏิบัติว่าทำอะไรได้ดีและอะไรควรปรับปรุง เพื่อเป็นข้อเรียนรู้สำหรับภารกิจต่อไป

แต่ละทีมหรือองค์กร ก็ควรจะมีขั้นตอนที่เจาะจงสำหรับตัวเอง เพื่อที่จะให้ทุกคนเข้าใจง่ายขึ้นและจะยิ่งทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีก


Leading Up And Down The Chain Of Command บริหารหัวหน้าและลูกน้อง

หลักการที่ 10 คือ Leading Up And Down The Chain Of Command การนำหัวหน้าและลูกน้อง

ถึงแม้ว่าคนเขียนทั้งสองเคยเป็นหัวหน้าหน่วยซีลมาก่อน แต่เขาก็อยู่ภายใต้ผู้บังคับบัญชาการอีกที
การเป็นผู้นำไม่ใช่ว่าจะคุมลูกน้องอย่างเดียว แต่จะต้องมีความสัมพันธ์กับคนที่เป็นหัวหน้าของตัวเองด้วย

มี 3 อย่างที่ควรคำนึงถึง
1. คุณจะต้องรับผิดชอบกับทุกคนรอบข้างทั้งลูกน้องและหัวหน้า และต้องสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพให้ทุกฝ่ายรับรู้เหตุผลของแผนการว่ามันสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรอย่างไร คุณควรเข้าใจความท้าทายในบทบาทของลูกทีมเพื่อจะสื่อสารได้ดีขึ้น
2. ถ้าไม่ได้สิ่งที่คุณต้องการ ควรถามตัวเองซะก่อนว่า ทำอะไรพลาดไปหรือเปล่า อย่างเช่นลูกน้องได้รับทรัพยากรและข้อมูล และเข้าใจบทบาทของตัวเองหรือเปล่า ถ้าหัวหน้าสั่งงานอะไรที่ฟังดูไม่เห็นผล ก็ควรสื่อสารให้เขารับทราบสถานการณ์จริง ซึ่งอาจจะได้ความไว้วางใจและการสนับสนุน
3. แทนที่จะถามหัวหน้าว่าต้องทำอะไร คุณควรเสนอแผนการของคุณเอง นี่จะโชว์ความรับผิดชอบและความมั่นใจของการเป็นผู้นำ แต่บางครั้งหัวหน้าคุณอาจจะปฏิเสธแผนการนี้เพราะเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ซึ่งคุณควรจะเคารพการตัดสินใจและปฏิบัติตามนั้นเพื่อโชว์ความสามัคคี


Decisiveness Amid Uncertainty ตัดสินใจเฉียบขาดท่ามกลางความไม่แน่นอน

หลักการที่ 11 คือ Decisiveness Amid Uncertainty ตัดสินใจเฉียบขาดท่ามกลางความไม่แน่นอน

ในการปฏิบัติภารกิจหน่วยซีล บ่อยครั้งหัวหน้าทีมจำเป็นจะต้องตัดสินใจโดยที่ไม่มีข้อมูลครบถ้วน เขาจะต้องกล้าตัดสินใจท่ามกลางความเครียดและความสับสน
มันไม่มีทางที่จะมีข้อมูลครบถ้วน และถ้ารอนานเกินไปอาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลง
บางครั้งการเดาอย่างมีเหตุผลเป็นหนทางที่เหมาะที่สุด ความสามารถและประสบการณ์ของผู้นำจะมีส่วนสำคัญในด้านนี้ และก็ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจเมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา
มันไม่ใช่แค่ในสมรภูมิอย่างเดียว แต่ในชีวิตประจำวันของเราก็เช่นกัน ตัวอย่างเช่นการตัดสินใจด้านสุขภาพหรือด้านการศึกษา
ในด้านธุรกิจ คุณอาจจะเผชิญหน้ากับปัญหาธุรกิจที่จำเป็นจะต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วทั้งที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ
ถึงแม้ว่าผลลัพธ์อาจจะไม่แน่นอนและไม่รับประกันความสำเร็จ แต่คุณควรจะกล้าตัดสินใจอย่างแน่วแน่เพื่อให้ลูกน้องรู้สึกมั่นใจ


Dichotomy Of Leadership ความขัดแย้งของการเป็นผู้นำ

หลักการสุดท้ายนะครับ คือ Dichotomy Of Leadership ความขัดแย้งของการเป็นผู้นำ

การเป็นผู้นำจะมีความขัดแย้งภายในตัวซึ่งคุณจะต้องหาความสมดุลให้ได้

ผู้นำต้องเป็นคนนำ แต่ต้องถ่อมตนในการตามผู้อื่นถ้าสถานการณ์เรียกร้อง

ผู้นำต้องดุดัน แต่อย่าข่มเหง

ผู้นำต้องนิ่ง แต่ไม่ควรเป็นเหมือนหุ่นยนต์และต้องใช้อารมณ์เมื่อเหมาะสม

ผู้นำต้องมั่นใจ แต่อย่าโอ้อวด

ผู้นำต้องกล้าหาญ แต่ไม่บ้าบิ่น

ผู้นำต้องชอบการแข่งขัน แต่ต้องกล้ายอมรับความพ่ายแพ้

ผู้นำต้องสนใจรายละเอียด แต่อย่าหมกมุ่นเกินไปและควรคำนึงถึงภาพรวม

ผู้นำต้องแข็งแกร่งในด้านร่างกายและจิตใจ แต่ต้องมีความทนทานด้วย

ผู้นำต้องถ่อมตน แต่ต้องแน่วแน่ ต้องเบา แต่ไม่เงียบ

ผู้นำต้องใกล้ชิดกับลูกน้อง แต่ไม่ใกล้เกินไปที่จะเสียการควบคุม

ผู้นำต้องมีความรับผิดชอบอย่างสุดโต่ง แต่ต้องกระจายการตัดสินใจ

ผู้นำต้องสร้างระเบียบวินัยเพื่อที่จะนำไปสู่การอิสรภาพ

ท้ายสุดนะครับ ผู้นำไม่มีอะไรที่ต้องพิสูจน์เพราะทุกคนยอมรับว่าเขาเป็นผู้นำ แต่เขาก็ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาว่าเขาเป็นผู้นำที่แท้จริงโดยการโชว์ความสามารถและความน่าเชื่อถือเพื่อที่จะให้ลูกน้องยอมรับในตัวเขาเสมอ


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-