[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


หนังสือ Destined For War: Can America and China Escape Thucydides’ Trap?
แปลคร่าวๆนะครับ “ชะตาพาให้รบ อเมริกาและจีน จะรอดพ้นจากกับดัก Thucydides ได้หรือไม่?
คนเขียนมีนามว่า Graham Allison เป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัย Harvard และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนโยบายการทหาร

ตอนนี้ประเทศจีนและประเทศสหรัฐกำลังเผชิญหน้ากันในสงครามการค้า และสงครามการเมือง
และทุกๆวัน ดูเหมือนสถานการณ์เริ่มจะตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นมณฑลซินเจียง และทะเลจีนใต้
มันเป็นไปได้หรือเปล่า ที่ทั้งสองประเทศ จะปะทะกันในสงครามจริง?
วันนี้ผมจะเล่าถึงเหตุการณ์ในสมัยกรีกโบราณ ที่ถูกบันทึกโดยบุคคลที่ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาของประวัติศาสตร์ เพื่อเปรียบเทียบกับสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันนะครับ


กับดัก Thucydides คืออะไร?

จากชื่อหนังสือ ทุกคนคงสงสัยนะครับ ว่ากับดัก Thucydides คืออะไร?

Thucydides เป็นนายพลในสมัยกรีกโบราณ ประมาณ 400 ปีก่อนคริสตกาล
เขาได้บันทึกเหตุการณ์สงคราม Peloponnesian ระหว่าง Sparta (สปาต้า) และ Athens (เอเธนส์) ซึ่งเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ตามข้อเท็จจริง และจากหลักฐานที่รวบรวม เขาจึงถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งประวัติศาสตร์ “Thucydides’ Trapหรือกับดัก Thucydides คือการที่ “rising power” หรือมหาอำนาจใหม่ มาท้าทาย “ruling power” หรือมหาอำนาจเดิม ซึ่งเพิ่มความซับซ้อนในความสัมพันธ์ และทำให้โอกาสเกิดสงครามเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ในช่วงนั้น สปาต้าอยู่ในฐานะ มหาอำนาจเดิม และเอเธนส์เป็น มหาอำนาจใหม่ Thucydides เห็นว่า ความเปลี่ยนแปลงในอำนาจของทั้งสองฝ่ายเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดสงคราม เขากล่าวว่า “เพราะความเจริญรุ่งเรืองของเอเธนส์ และความกลัวที่ถูกปลูกฝังในสปาต้า ทำให้สงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากประวัติศาสตร์ 500 ปีที่ผ่านมา มีสถานการณ์รูปแบบนี้ 16 ครั้ง และ 12 ครั้ง เกิดสงคราม
ถ้าสถานการณ์ปัจจุบันระหว่างจีนและสหรัฐ เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ สงครามจะมีความเป็นไปได้มากกว่าที่คิด แต่ศาสตราจารย์ก็คิดว่ามันหลีกเลี่ยงได้

หนังสือเล่มนี้เขียนมาตั้งแต่ปี 2018 แล้วนะครับ และสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ Joe Biden หรือประเด็น covid-19 ซึ่งนักวิเคราะห์บางคนคิดว่าจะทำให้ประเทศจีนแสงหน้าสหรัฐในด้านเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นอีก


บทเรียนจากกรีกโบราณ

ในสมัยกรีกโบราณ สปาต้าและเอเธนส์ มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน สปาต้าจะเน้นความแข็งแกร่งทางทหาร ในขณะที่เอเธนส์จะสนใจการพัฒนาสังคม และเริ่มทดลองระบอบประชาธิปไตย
หลังจากหัวเมืองกรีกได้รวมตัวกันและได้ชัยชนะจากการรุกรานของเปอร์เซีย เอเธนส์ก็เริ่มมีความพัฒนาอย่างรวดเร็ว
สปาต้าไม่พอใจกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการปะทะกันเล็กน้อย และถึงแม้ว่าจะเจรจาข้อตกลงสันติภาพ 30 ปีกันได้ แต่ความตึงเครียดภายใต้ก็ยังอยู่
11 ปีให้หลัง ความขัดแย้งระหว่างหัวเมืองเล็กๆ เป็นตัวจุดชนวนที่ดึง สปาต้าและเอเธนส์เข้ามาเกี่ยวพัน จนกลายเป็นสงครามใหญ่ และเอเธนส์ก็พ่ายแพ้ไปในที่สุด แต่ความแข็งแกร่งของสปาต้าก็ลดลงอย่างมาก จึงทำให้ยุคทองของกรีกจบลง และต้องใช้เวลาเกือบ 2000 ปี กว่าจะรวมตัวกันเป็นประเทศกรีซ

มี 3 ปัจจัยข้างเคียงที่ขับเคลื่อนให้เกิดสงคราม ผลประโยชน์ ความหวาดกลัว และศักดิ์ศรี
เอเธนส์ประสบกับ “rising power syndrome” คือการเรียกร้องบทบาท ผลประโยชน์ และความเคารพเพิ่มขึ้น
ในขณะที่สปาต้าประสบกับ “ruling power syndrome” คือเห็นว่ามหาอำนาจใหม่ไม่เคารพกับสถานภาพและระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยพวกเขา ผลประโยชน์พวกเขาก็ลดลงและมีความหวาดระแวงเพิ่มขึ้น
ถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องการหลีกเลี่ยงการปะทะอย่างมากที่สุด แต่การเมืองภายใน ก็กดดันให้ต้องทําอะไรสักอย่าง และท้ายสุดทั้ง 2 ก็ติดกับดัก Thucydides

อย่างที่บอกไปแล้วนะครับ ถึงแม้ว่าสถานการณ์ส่วนมากจะทำให้เกิดสงคราม แต่ก็เป็นไปได้ที่จะหลีกเลี่ยงเช่นกัน


จีนต้องการอะไร?

ระหว่างปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 ประเทศสหรัฐ ก็เคยเป็นมหาอำนาจใหม่มาก่อน และตอนนั้นพวกเขาก็แสดงอำนาจในเวทีโลก
ในแบบเดียวกัน จีนก็เริ่มผลักดันอำนาจของตัวเองในปัจจุบัน แต่สหรัฐจะยอมรับได้หรือไม่

คำถามก็คือ จีนต้องการอะไร?
คำตอบน่าจะคุ้นหูนะครับ คือ Make China Great Again ทำให้จีนยิ่งใหญ่อีกครั้ง
คนที่ต้องการเห็นสิ่งนี้มากที่สุดคือผู้นำจีนคนปัจจุบัน Xi Jinping
จะทำให้จีนยิ่งใหญ่อีกครั้ง หมายความว่า
1. ให้จีนกลับมามีอำนาจในเอเชียเหมือนในสมัยก่อน ตอนที่ประเทศตะวันตกยังไม่เข้ามา
2. รวบรวมอาณาเขตของจีนเป็นหนึ่งเดียวซึ่งรวมไปถึงไต้หวัน
3. เพิ่มอิทธิพลในบริเวณชายแดนและชายฝั่งของประเทศ
4. ได้รับความเคารพจากประเทศมหาอำนาจอื่นๆ
ทั้งหมดนี้ อาจจะมาจากความเชื่อในสมัยโบราณ ที่ว่าประเทศจีนเป็นจุดศูนย์กลาง และการที่ประเทศตะวันตกได้มามีอำนาจ ที่ทำให้จีนต้องพ่ายแพ้และเสียอาณาเขตในอดีตเป็นเรื่องผิดปกติ และเมื่อจีนกลับมายิ่งใหญ่ เรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

จะทำสิ่งนี้ได้เขาจะเน้น 4 อย่าง
1. ฟื้นฟูพรรคคอมมิวนิสต์ จัดการคอรัปชั่น และก่อตั้งภารกิจใหม่เพื่อให้พรรคมีอำนาจในสายตาของประชากร
2. ฟื้นฟูความรักและความภาคภูมิใจในชาติ
3. วางโครงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อให้เจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน
4. จัดระเบียบและสร้างความแข็งแกร่งด้านการทหาร
ในแต่ละข้อก็มีความท้าทายหลายอย่าง แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนมีความตั้งใจดำเนินหน้าต่อไปอย่างเร็วที่สุด และความแตกต่างทางวัฒนธรรม ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันกับสหรัฐเข้มข้นขึ้นไปอีก


วัฒนธรรมที่แตกต่าง

วัฒนธรรมจีนและสหรัฐ ให้ความสำคัญกับประเทศตัวเองอย่างมาก
สหรัฐตั้งตนเป็นประเทศที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยและการมีอิสรภาพ
ในขณะที่จีนเห็นว่าตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่างอย่างที่บอกไปแล้ว
แต่ทั้งสองก็มีความแตกต่างอยู่หลายอย่าง
1. ค่านิยมหลักของสหรัฐ คืออิสรภาพ
แต่สำหรับจีน คือการมีระเบียบในสังคม

2. วัฒนธรรมในสหรัฐไม่ค่อยมีความเชื่อในรัฐบาลและเห็นว่ารัฐบาลไม่ควรมีบทบาทมากเกินไป
ในขณะที่วัฒนธรรมจีนเห็นว่ารัฐบาลเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อดูแลประชาชนและสร้างความรุ่งเรืองให้กับประเทศ

3. สหรัฐเห็นว่า ความชอบธรรมของรัฐบาลควรจะมาจากเสียงประชาชนเท่านั้น
แต่จีนเห็นว่าความชอบธรรมควรมาจากประสิทธิภาพและผลงาน

4. สหรัฐสนับสนุนการส่งออกค่านิยมของตัวเองให้กับประเทศอื่น แต่ประเทศจีนไม่ทำเช่นนี้

5. ในมุมมองเกี่ยวกับคนต่างชาติ สหรัฐรวบรวมคนหลายๆเชื้อชาติ ในขณะที่ถ้าจะเป็นคนจีน จะต้องมีเชื้อจีนเท่านั้น

6. ในมุมมองเกี่ยวกับกาลเวลา
สหรัฐเป็นชาติที่อยู่มาไม่ถึง 300 ปี จึงทำให้เขามีมุมมองในระยะสั้น และจะแทรกแซงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ในขณะที่จีนมีประวัติศาสตร์หลายพันปี จึงมีมุมมองในระยะยาว และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเป็นขั้นเป็นตอนและใช้ความระมัดระวัง

7. ความแตกต่างที่สำคัญที่สุด คือนโยบายระหว่างประเทศ
จีนจะเน้นความเป็นระเบียบในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ในขณะที่ สหรัฐจะเน้นกฎเกณฑ์สากล
ปัญหาก็คือ จีนเห็นว่า กฎเกณฑ์เหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาโดยมหาอำนาจอื่นๆ และตอนนี้ประเทศจีนก็กำลังเป็นมหาอำนาจใหม่ ฉะนั้นกฎเกณฑ์ก็ควรเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน

ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมจะทำให้ความเข้าใจผิดเกิดขึ้นง่าย โดยเฉพาะในยุคที่การสื่อสารเกิดขึ้นเร็ว
ทั้งสองฝ่ายควรถ่อมตัวลงมาหน่อย และมีความระมัดระวังในการดำเนินนโยบายให้มากที่สุด


จุดชนวนสงคราม

นักวิชาการส่วนใหญ่เห็นว่าจีนค่อนข้างจะใช้เหตุและผลในการแสดงอำนาจการทหาร และวิเคราะห์ว่า
1. จีนมีความยืดหยุ่นทางนโยบายมาก เพราะไม่ถูกจำกัดด้วยกฎเกณฑ์หรือความเชื่อทางศาสนา
2. จีนจะใช้กลยุทธ์ด้านจิตวิทยาและด้านการเมือง มากกว่าการเผชิญหน้ากันจริงๆ
3. และจีนจะเน้นการปรับเปลี่ยนทีละนิดทีละน้อยเพื่อสะสมความได้เปรียบไปเรื่อยๆ

ผู้นำจีนเชื่อว่าสหรัฐจะไม่มีวันที่จะยอมสละตำแหน่งมหาอำนาจ หรือเห็นความชอบธรรมของรัฐบาลจีน เพราะจีนไม่ได้เป็นประชาธิปไตย
แต่ตราบใดที่ประเทศจีนยังสามารถสะสมความได้เปรียบในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จีนก็คงไม่ทำอะไรอย่างพลการ
และถึงแม้ว่าระยะหลัง สหรัฐจะให้ความสนใจในทวีปเอเชียเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่แน่ว่าจะต้องกลับไปให้ความสนใจกับตะวันออกกลางหรือรัสเซียในอนาคต
แต่ถ้าแนวโน้มเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะถ้าเกิดความไม่มั่นคงภายในประเทศ ก็ไม่แน่ว่าจีนอาจจะลงมือเปิดการปะทะ

ศาสตราจารย์เห็นว่า มี 5 สถานการณ์ที่อาจจุดชนวนสงคราม และทุกๆสถานการณ์ล้วนแต่มีความไม่แน่นอนและอาจบานปลาย

1. อุบัติเหตุเรือรบของทั้งสองประเทศในแถบทะเลจีนใต้ ซึ่งอาจมีทหารกลุ่มรุนแรงเปิดการปะทะโดยที่ไม่ได้รับคำสั่ง

2. ไต้หวันประกาศความเป็นเอกราชอย่างเต็มตัว ซึ่งจีนอาจยอมรับไม่ได้ แต่สหรัฐอาจปกป้องไต้หวัน

3. ประเทศจีนอาจปะทะกับญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ หรือเวียดนามเกี่ยวกับประเด็นเขตพื้นที่บางส่วน และสหรัฐอาจถูกดึงไปเกี่ยวข้อง

4. ถ้าประเทศเกาหลีเหนือล้มเหลว เกาหลีใต้และสหรัฐอาจจะต้องบุกเข้าไป ก่อนที่กลุ่มรุนแรงจะยึดขีปนาวุธได้ แต่จีนอาจไม่พอใจถ้าสหรัฐมีกองกำลังอยู่ใกล้ชายแดนจีนมากเกินไป

5. ท้ายสุด สงครามการค้าอาจลามปามไปเป็นสงครามจริง

สถานการณ์ระหว่างจีนและสหรัฐ เหมือนกับสปาต้าและเอเธนส์อย่างมาก เพราะถึงแม้ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการสงคราม แต่การเมืองภายในหรือเหตุการณ์อื่นๆอาจจะดึงทั้งสองฝ่ายเข้าไป และยิ่งตอนนี้ที่เทคโนโลยีการรบพัฒนาขึ้นไปอย่างมาก ความหายนะจากสงครามอาจเป็นไปได้มากกว่าที่คิด


สงครามหลีกเลี่ยงได้

แต่ก็ใช่ว่าสงครามจะหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับ
จากประวัติศาสตร์ก็มีหลายสถานการณ์ที่ไม่เกิดสงคราม ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้

1. การสร้างความใกล้ชิดระหว่างประเทศจะช่วยลดโอกาสสงคราม อย่างเช่น การก่อตั้ง European Union ได้สร้างความสงบภายในยุโรป

2. ผู้นำประเทศควรให้ความสำคัญกับนโยบายที่มีความจำเป็นมากกว่านโยบายที่เพิ่มอำนาจ อย่างเช่น อังกฤษยอมลดอำนาจในซีกโลกตะวันตกให้สหรัฐ เพราะต้องมาจัดการกับปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว

3. ถ้าผู้นำเห็นโอกาสที่จะออกนโยบายเพื่อลดความตึงเครียดในอนาคตก็ไม่ควรล่าช้า อย่างเช่น ในช่วงสงครามกลางเมืองในสหรัฐ ถ้าอังกฤษฉวยโอกาสสร้างความอ่อนแอให้สหรัฐ สหรัฐอาจจะไม่มีอำนาจมากพอที่จะมาท้าทายอังกฤษในภายหลังซึ่งก็จะลดโอกาสที่จะเกิดสงคราม

4. การมีวัฒนธรรมคล้ายก็ทำให้ลดโอกาสสงครามได้ อังกฤษยอมให้สหรัฐขึ้นมาเป็นมหาอำนาจ อาจจะเป็นเพราะทั้งสองประเทศพูดภาษาเดียวกันและมีวัฒนธรรมที่คล้ายกัน และค่านิยมหลักๆของอังกฤษก็ยังอยู่รอดต่อไป

5. สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ความขัดแย้งในยุคปัจจุบันแตกต่างจากอดีต คือขีปนาวุธนิวเคลียร์ เพราะประเทศมหาอำนาจจะต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งให้มากที่สุด เพราะถ้าไม่อย่างนั้น อาจจะทำให้เกิดความพังพินาศกับทั้งสองฝ่าย แต่อย่างไรก็ตาม ต่างฝ่ายต่างต้องแสดงให้เห็นว่าเขาพร้อมที่จะแสดงอำนาจการทหาร เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายทำตามอำเภอใจ

6. นอกเหนือจากนิวเคลียร์แล้ว ประเทศมหาอำนาจต้องการหลีกเลี่ยงสงคราม เพราะมีความเกี่ยวพันกันทางด้านเศรษฐกิจอย่างมาก ซึ่งสงครามจะทำให้เสียผลประโยชน์กันทั้งคู่

7. จากประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างสปาร์ตาและเอเธนส์ จนมาถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 การสร้างพันธมิตรเพื่อสร้างความสมดุลด้านอำนาจ อาจเป็นชนวนที่จะทำให้เกิดสงคราม ฉะนั้นข้อตกลงระหว่างประเทศควรจะมีความระมัดระวังในการสร้างเงื่อนไขเพื่อไม่ให้ถูกดึงเข้าไปในสงคราม

8. ท้ายสุด ประสิทธิภาพของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีความระมัดระวังมากขึ้นในการออกนโยบาย


ทางเลือกของสหรัฐ

สหรัฐจะเดินหน้าแบบเดิมไม่ได้ และจะต้องมีนโยบายใหม่เกี่ยวกับประเทศจีน

1. สหรัฐควรเริ่มจากการดูโครงสร้างความเป็นจริงในปัจจุบัน ว่าจีนจะแซงสหรัฐในอีกไม่ช้า ผู้นำสหรัฐจะต้องกล้าตั้งคำถาม และหาคำตอบที่ตัวเองอาจจะไม่ชอบ

2. หลังจากนั้นพวกเขาควรศึกษาประวัติศาสตร์ ว่ามีสถานการณ์ไหนที่คล้ายกับปัจจุบัน และควรดูว่ามีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้มาถึงจุดนี้ได้ และประเทศอื่นเห็นแบบเดียวกันหรือเปล่า

3. สหรัฐจะต้องยอมรับว่า นโยบายหลังยุคสงครามเย็นที่เกี่ยวข้องกับประเทศจีนนั้นมีความขัดแย้งกัน เพราะว่าสหรัฐต้อนรับประเทศจีนเข้ามาในเวทีโลก แต่ในขณะเดียวกันก็มีนโยบายที่ถ่วงดุลอำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีนและแม้กระทั่งวางแผนในกรณีเกิดการปะทะ นโยบายของสหรัฐอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า เมื่อประเทศจีนมีความพัฒนาเพิ่มขึ้นประชาชนจะเรียกร้องสิทธิทางการเมือง ซึ่งจะมีความคล้ายกับประเทศตะวันตก แต่อดีตผู้นำสิงคโปร์ลีกวนยูเห็นว่านโยบายนี้มีข้อบกพร่อง เพราะประเทศจีนจะไม่มีวันที่จะเป็นประชาธิปไตย และจีนต้องการถูกยอมรับอย่างที่เขาเป็น

4. สหรัฐต้องวางกลยุทธ์ทางโยบายว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร
ศาสตราจารย์เห็นว่ามี 4 หนทางด้วยกัน

1 – เอื้ออำนวย ซึ่งเป็นอย่างที่อังกฤษเคยทำให้สหรัฐในอดีต สหรัฐจะต้องเจรจากับจีนเกี่ยวกับไต้หวัน เกาหลีเหนือ และทะเลจีนใต้ และยอมรับอิทธิพลของจีนมากขึ้น

2 – แทรกแซง สหรัฐอาจจะสร้างความไม่มั่นคงภายในจีน โดยการการสนับสนุนกลุ่มมุสลิม Uyghur ในแถบมณฑลซินเจียงเพื่อให้แตกแยกออกมา ซึ่งอาจจะสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มมุสลิมอื่นๆ และอาจทำให้จีนชะลอการพัฒนา

3 – เจรจาความมั่นคงระยะยาว เพื่อลดการแข่งขันในบางส่วน และทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายไปโฟกัสกับประเด็นอื่นได้

4 – สร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่ โลกเราอาจจะต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายระดับโลกหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น ปัญหาอาวุธนิวเคลียร์ ปัญหาการก่อการร้าย และปัญหา climate change ซึ่งสหรัฐและจีนอาจเห็นว่าการร่วมมือกันแก้ปัญหาเหล่านี้จะเป็นสิ่งสำคัญกว่า
เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้ประชากรโลกมีความคล้ายกันมากขึ้น ในสหรัฐ มีนักศึกษาจีนอยู่ประมาณ 300,000 คน ซึ่งรวมไปถึงลูกสาวคนเดียวของผู้นำจีน นี่แสดงว่าการร่วมมือกันมีความเป็นไปได้อย่างมาก

โดยรวมแล้ว สหรัฐต้องกำหนดว่า ผลประโยชน์ไหนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ความสนใจในทุกๆอย่าง และต้องสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จีนต้องการ ซึ่งแตกต่างจากสหรัฐอย่างมาก และหลังจากนั้นก็ควรจะวางกลยุทธ์ระยะยาว
ท้ายสุด ทั้งสองประเทศควรมองเห็นความท้าทายภายในประเทศ สำหรับสหรัฐ สองพรรคการเมืองแทบจะทำงานร่วมกันไม่ได้จนทำให้การพัฒนาช้าลง
ในขณะที่ระบบปกครองของจีน อาจจะไม่สามารถเข้ากับสังคมและเทคโนโลยียุคใหม่ได้
ถ้าทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับปัญหาภายในมากขึ้น อาจจะเห็นว่าความท้าทายระหว่างประเทศไม่ได้มีความสำคัญเท่าที่คิด
แต่ทั้งสองฝ่ายจะทำอย่างนี้ได้หรือไม่ อาจจะต้องไปศึกษาจากบทเรียนระหว่างสปาต้าและเอเธนส์ และต้องเชื่อว่าชะตากรรมอยู่ในมือของพวกเขาเอง


ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 2 พันกว่าปีที่แล้ว จะมีความคล้ายกับปัจจุบันได้ขนาดนี้ ซึ่งนักปรัชญาชาวสเปน George Santayana เคยกล่าวไว้ว่า “คนที่ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์ จะถูกลงโทษให้ทำผิดพลาดอีกครั้ง”


ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-