[บทความรีวิวนี้อาจจะไม่ได้ครอบคลุมทุกๆหัวข้อจากหนังสือนะครับ ขอบคุณครับ]


ผมคาดว่าทุกคนน่าจะรู้จักหนังสือ 12 Rules For Life (12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต) ที่โด่งดังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ศาสตราจารย์ Jordan Peterson ผู้เขียน ได้พูดถึง order และ chaos คือความเป็นระเบียบและความวุ่นวาย และก็ได้แนะนำวิธีการสร้างความเป็นระเบียบในการดำเนินชีวิต
แต่เขาเห็นว่า การอยู่ในความเป็นระเบียบอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ และเราควรจะสัมผัสความไม่แน่นอนในระดับหนึ่งด้วย

หนังสือต่อจากเล่มแรก ชื่อว่า Beyond Order: 12 More Rules For Life
Beyond Order หมายความว่า “เหนือกว่าความเป็นระเบียบ”

หลังจากที่ศาสตราจารย์ได้เขียนเล่มแรกนะครับ ภรรยาและลูกสาวเขาได้ประสบปัญหาทางสุขภาพ
ศาสตราจารย์เองได้ใช้ยาแก้เครียดจึงทำให้เกิดอาการติด เขาเลยต้องเข้าสถานบำบัดเป็นระยะเวลาหนึ่ง

ในเล่มนี้ ศาสตราจารย์เสนอว่า การที่เราต้องการจะอยู่ในความเป็นระเบียบอย่างเดียว อาจจะมีการควบคุมและทำให้ไม่ใส่ใจมากขึ้น
ฉะนั้น เราต้องอยู่ในขอบเขตความเป็นระเบียบ แต่มันก็มีความจำเป็น ที่จะต้องพยายามค้นพบสิ่งที่เราอาจไม่คาดคิดที่อยู่ในขอบเขตความยุ่งเหยิงเพื่อพัฒนาด้วยเช่นกัน
ข้อแตกต่างระหว่างความคิดหลักของทั้ง 2 เล่ม จะเห็นได้ชัดจากปกหนังสือที่มีสีตรงข้ามกัน


Rule 1: Do not carelessly denigrate social institutions or creative achievement
กฎที่ 1: อย่าสบประมาทสถาบันสังคม หรือ ผลงานความคิดสร้างสรรค์อย่างไม่ใส่ใจ

1 อย่างที่ศาสตราจารย์ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ 20 ปีที่ให้คำปรึกษากับคนที่มีปัญหาทางจิต คือคนเราทุกคนจำเป็นต้องสื่อสารกับคนรอบข้างเพื่อจัดระเบียบจิตใจของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องปัจจุบัน แผนการอนาคต หรือสิ่งที่กังวล
การที่คนอื่นรับฟังเรา หมายความว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งสังคมก็มีโครงสร้างและกฎเกณฑ์ และทุกคนก็มีบทบาทและอยู่ในระดับที่แตกต่างกัน
แต่ปัญหาก็คือ กฎเกณฑ์ที่ใช้แก้ปัญหาในอดีต ในปัจจุบัน และในอนาคต จะไม่เหมือนกัน และถ้าไม่เปลี่ยนแปลงอาจทำให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่า
ฉะนั้น เราจะต้องทำตามกฎเกณฑ์สังคมเพื่อลดความไม่แน่นอนที่ไม่จำเป็น แต่เราก็ต้องกล้าเปลี่ยนกฎเกณฑ์และโครงสร้างเหล่านั้นถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

ความคิดในสังคมจะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง conservative คืออนุรักษ์นิยม และ progressive คือพิพัฒนาการนิยม
ทั้งสองความคิดมีความเกี่ยวพันที่ลึกซึ้งถึงแม้ว่าจะเป็นรูปแบบตึงเครียดก็ตาม เพราะว่าการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งจะเกิดบรรทัดฐานใหม่ ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนอีกรอบ และจะเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ในด้านส่วนตัวก็เช่นกัน เราทุกคนมีความขัดแย้งที่จะทำตามกฎและละเมิดกฎในเวลาเดียวกัน
เขาให้ตัวอย่าง Harry Potter, Ron Weasley และ Hermione Granger ที่ทั้ง 3 โดยส่วนมากแล้วจะทำตามกฎ แต่บ่อยครั้งก็ทำผิดกฎเพื่อแก้ปัญหาที่ใหญ่กว่า

นี่ทำให้เห็นว่า เราจำเป็นจะต้องมีวินัยและทำตามกฎเกณฑ์
เมื่อเราเข้าใจกฎเกณฑ์แล้ว มันก็จำเป็นเช่นกัน ที่จะต้องใช้วิจารณญาณ วิสัยทัศน์ และข้อเท็จจริง เพื่อเป็นตัวชี้ว่าอะไรเป็นสิ่งถูกต้องที่แท้จริง ถึงแม้ว่ากฎที่ตั้งอยู่จะขัดแย้งก็ตาม
การหาสมดุลในด้านนี้ จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ในบุคลิกภาพ


Rule II: Imagine who you could be and then aim single-mindedly at that
กฎที่ 2: จินตนาการว่าตัวเองเป็นใครได้ แล้วเล็งไปที่สิ่งๆนั้น

ในประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมายที่น่าจดจำ
ไม่ว่าจะมาจากศาสนา เทพนิยาย หรือที่ถูกแต่งขึ้นมา
เรื่องราวที่น่าจดจำ จะต้องสื่อถึงแก่นแท้ของธรรมชาติมนุษย์ และทำให้เห็นสิ่งที่เราเป็น และสิ่งที่เราควรเป็นอย่างชัดเจน

เราทุกคนจะต้องมีเรื่องราวเพื่อสร้างโครงสร้างให้กับการจินตนาการและการกระทำ
ทุกๆเรื่องราวควรจะมีปลายทางที่ดีกว่าตอนเริ่มต้น
ปลายทางเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว จะมีความมืดมนและไม่แน่นอน
แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่ดีขนาดไหน ท้ายสุดแล้ว มันจะต้องผ่าน creative transformation หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่สร้างสรรค์ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สร้างความเปลี่ยนแปลง และทำให้เกิดความแตกต่างที่สมบูรณ์มากขึ้น

คุณจะต้องมีเป้าหมายในสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถเห็นได้ในตอนนี้และมุ่งหน้าไปที่สิ่งนั้น
คุณจะต้องเห็นข้อผิดพลาด และสิ่งที่คุณเข้าใจผิด ซึ่งคุณจะต้องเผชิญหน้ากับมัน และพัฒนาอยู่ตลอด
คุณควรมีเป้าหมายที่สูงส่งและน่ายกย่อง
ถ้ามีเป้าหมายใหม่ที่ดีและมีความท้าทายมากกว่า ก็ควรเปลี่ยนทิศทาง
ความตั้งใจของคุณ บวกกับโชคเล็กน้อย อาจทำให้คุณเจอเรื่องราวที่มีความหมายและให้ความสุขกับคุณ และทำให้คุณเป็นวีรบุรุษที่มีค่ากับคนรอบข้างและสังคม


Rule III: Do not hide unwanted things in the fog
กฎที่ 3: อย่าซ่อนสิ่งที่ไม่ต้องการไว้ในหมอก

ศาสตราจารย์ได้เล่าถึงพ่อตาของเขา ที่ในตอนสมัยหนุ่มๆ ชอบบ่นว่าเขาเกลียดจานที่ภรรยาใช้ในการเสิร์ฟอาหาร
จากผิวเผินแล้ว มันดูเหมือนเป็นเรื่องตลก
แต่ถ้ามองอีกแง่นึง เรื่องหงุดหงิดเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นทุกๆวัน ในระยะยาวมันอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้
ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่องซ้ำๆ เราไม่ควรแกล้งพอใจกับสิ่งที่เราไม่พอใจ และมันจะดีกว่าถ้าจะให้เรื่องซ้ำๆ เป็นเรื่องที่เราต้องการให้เกิด

คุณไม่ควรปกปิดปัญหาและปล่อยให้มันก่อตัว เพราะวันหนึ่งคุณจะจมอยู่ในนั้นและจะรับมันไม่ไหว ซึ่งคุณอาจจะโทษทุกอย่างรอบข้าง และอาจจะถูกครอบงำด้วยความโกรธแค้น และจะนำไปสู่ชีวิตที่มืดมน
โลกเราเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ก็มีโอกาสที่ซ่อนอยู่เช่นกัน
ถ้าคุณดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง และมีความชัดเจนว่าต้องการอะไร คุณอาจจะค้นพบโอกาสมากกว่าอุปสรรค มากพอที่จะทำให้มีชีวิตที่คุ้มค่า
แต่จะมีบางเวลาในชีวิต ที่คุณจะต้องรวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่คุณมี เพื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรคตรงหน้า ถึงแม้ว่าคุณอยากจะหลีกเลี่ยงมันมากขนาดไหนก็ตาม


Rule IV: Notice that opportunity lurks where responsibility has been abdicated
กฎที่ 4: สังเกตถึงโอกาสที่ซ่อนอยู่เมื่อมีคนละทิ้งความรับผิดชอบ

บ่อยครั้งคุณอาจจะเห็นคนที่ละทิ้งความรับผิดชอบในสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นในที่ทำงานหรือชีวิตส่วนตัว ซึ่งหมายความว่า คุณมีความฉลาดและใส่ใจมากพอที่มองเห็นว่าสิ่งพวกนั้นเป็นสิ่งสำคัญ

ถ้าคุณต้องการเป็นคนที่มีค่า คุณจะต้องทำสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ
คุณอาจจะคิดว่า คุณไม่สามารถจะเพิ่มความรับผิดชอบได้
คุณควรจะสร้างลักษณะนี้ให้ตัวเอง โดยการเริ่มจากปัญหาเล็กที่สุดที่คุณแก้ได้และไม่มีใครใส่ใจ
ถ้าคุณทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ คุณอาจจะมีอำนาจในการต่อรองมากกว่าที่คุณคิด

ความหมายที่ส่งเสริมชีวิตจะค้นพบได้จากความรับผิดชอบ
ถ้าลองไปถามคนที่ประสบความสำเร็จ ส่วนมากจะบอกว่า สิ่งที่เขาเคยทำลงไปมันไม่ได้ง่ายแต่มันก็คุ้มค่า และคงไม่มีใครเคยภูมิใจกับการทำสิ่งที่ง่ายหรอกนะครับ
นั่นหมายความว่าสิ่งที่ยากเป็นสิ่งจำเป็นและควรมีในชีวิต
คุณจะต้องยอมรับสิ่งพวกนี้เพื่อที่คุณจะฝ่าฟันมันได้
คุณอาจจะคิดว่าทำไมต้องแบกรับภาระเพิ่มด้วย?
คุณควรจะคิดอีกทีนะครับ เพราะการที่คุณมีความรับผิดชอบมากขึ้น ในวันที่คุณไม่แน่ใจกับตัวเอง คุณจะพูดได้อย่างเต็มปากว่า อย่างน้อยคุณก็ให้คุณค่ากับคนรอบข้าง และคุณกล้าเดินหน้าแบกรับภาระนั้นต่อไป
ฉะนั้น คุณอาจค้นพบเส้นทางที่มีความหมาย และสามารถพัฒนาแนวคิดของตัวเอง และมีส่วนร่วมในการปรับปรุงสิ่งที่ถูกละเลยให้มันดีขึ้นได้


Rule V: Do not do what you hate
กฎที่ 5: อย่าทำสิ่งที่คุณเกลียด

เราทุกคนมีความเชื่อและค่านิยมส่วนตัว
ถ้าคุณจะต้องทำเรื่องที่ขัดแย้งกับความเชื่อเหล่านี้ จะทำให้ไม่มีแรงจูงใจและอาจทำให้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมในการทำสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ และเหมือนกับการหักหลังตัวเอง
สิ่งที่คุณต้องคำนึงถึงก็คือ ถ้าคุณต้องการดำเนินชีวิตตามค่านิยมที่คุณตั้งไว้ คุณจะต้องกล้าต่อต้านสิ่งที่ขัดแย้งในตอนที่มันยังไม่มีผลกระทบอะไร เพราะถ้าไม่เช่นนั้น มันจะครอบงำความคิดของคุณในที่สุด

ถ้าสิ่งที่คุณกำลังทำ ทำให้คุณไม่กล้ามองหน้าตัวเอง หรือทำให้ตัวเองเปลี่ยนไปในทางลบ คุณจะต้องลุกขึ้นและเปลี่ยนทิศทาง
ถ้าเป็นเรื่องที่ทำงาน คุณอาจจะต้องวางกลยุทธ์ที่ให้คุณไปอยู่ในสถานะที่สามารถปฏิเสธได้
ถ้าคุณปฏิเสธไม่ได้ คุณอาจจะต้องตัดสินใจว่าจะไปต่อหรือไม่ และจะต้องเตรียมพร้อมกับผลกระทบ
แต่ก็ไม่แน่ว่า คุณอาจจะได้รับความเคารพ และทำให้อีกฝ่ายต้องไตร่ตรองอีกที


Rule VI: Abandon ideology
กฎที่ 6: ละทิ้งอุดมการ

หลังจากที่ศาสตราจารย์ได้เขียนหนังสือ 12 กฎที่ใช้ได้ตลอดชีวิต เขาได้เสียงตอบรับอย่างล้นหลาม และก็มีคนหลายคนที่เข้ามาขอบคุณที่เขาเป็นแรงบันดาลใจ
ตัวเขาเองก็แปลกใจมาก และทำให้เขาคิดว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ขาดหายจากสังคม

ความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ทุกคนถูกสอนมาโดยผู้ปกครอง สถาบันการศึกษา และการเข้าสังคม
แต่ช่วงหลัง ศาสตราจารย์เห็นว่ามันกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง
แทนที่สังคมจะสอนให้คนรุ่นใหม่มีความรับผิดชอบ กลับบอกว่าพวกเขาสามารถเรียกร้องจากสังคมได้มากขึ้น
นี่ทำให้พวกเขาเข้าใจผิด ว่าเขาจะหาความหมายให้ชีวิตได้จากการเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ซึ่งจริงๆแล้ว ความหมายของชีวิตมาจากการเผชิญหน้าอุปสรรคในการแบกความรับผิดชอบที่สูงส่ง
พวกเขาจึงตามหาความหมายในอุดมการณ์ และยึดติดกับสิ่งพวกนี้

เดี๋ยวนี้ หลายคนมีอุดมการณ์ในเรื่องบางเรื่องที่จะเน้นไปที่ปัญหาใดปัญหาหนึ่งในสังคม
แต่ปัญหาสังคมมันเกี่ยวพันกันมากเกินไป และไม่สามารถมองอย่างแคบๆได้
ผู้นำในอุดมการณ์อาจจะเรียกร้องความเชื่อ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ถูกพิสูจน์ก็ตาม และอาจจะระบุว่าใครเป็นศัตรู ซึ่งนี่อาจจะเป็นเรื่องอันตราย

การติดตามอุดมการณ์ที่ผิด อาจจะทำให้เกิดการเกลียดชัง
มันจะดีกว่า ถ้าคุณมองปัญหาในสังคม โดยการมองสะท้อนมาที่ตัวเองอย่างซื่อตรง
คุณอาจจะเห็นข้อบกพร่องของตัวเองที่คุณแก้ไขได้
หลังจากนั้น คุณอาจจะหาปัญหาที่ใหญ่ขึ้นเพื่อแก้ไข


Rule VII: Work as hard as you can on at least one thing and see what happens
กฎที่ 7: มุ่งมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้มากที่สุด แล้วดูว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

ตอนที่ศาสตราจารย์เป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษาจิตวิทยา เขาสังเกตเห็นว่านักศึกษาที่มีความมุ่งมั่นที่จะเรียนให้จบ จะมีการพัฒนาด้านอุปนิสัย มีวินัย และมีความรู้สึกว่ามีจุดประสงค์
ตอนที่เขาให้คำปรึกษากับคนอื่นๆก็เช่นกัน เขาจะแนะนำให้เลือกเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ใช้เป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดในตอนนั้นก็ตาม แต่สิ่งที่ตามมาก็คือสุขภาพจิตเริ่มจากปรับปรุงขึ้น

มนุษย์เรามีแรงผลักดันหลายอย่างที่ขัดแย้งกัน
บ่อยครั้ง เราทำสิ่งที่ไม่ควรทำ และไม่ทำสิ่งที่ควรทำ
เราไม่รู้ทิศทาง ตัดสินใจไม่ถูก แต่ก็ไม่ยอมแก้ไข
การที่เราขาดความสมดุลด้านความรู้สึก อาจทำให้เกิดปัญหาเมื่อมีเรื่องท้าทาย และทำให้เกิดความกังวลและขาดแรงจูงใจ ซึ่งอาจทำให้เกิดสภาวะทางจิต และมีปัญหาในการเข้าสังคม

การมีเป้าหมายที่ชัดเจนต้องมีความมุ่งมั่น มีวินัย และยอมเสียสละ ซึ่งจะทำให้คุณมีทิศทางและเจริญเติบโต
ถ้าคุณมุ่งมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมากที่สุด คุณก็จะเปลี่ยนเป็นสิ่งๆนั้น
แน่นอนว่าคุณควรเลือกเป้าหมายที่มีคุณค่า แต่ถ้าคิดไม่ออก ก็เลือกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะถ้าคุณไม่เลือกอะไรเลย มันจะเป็นการตัดสินใจที่แย่ยิ่งกว่า


Rule VIII: Try to make one room in your home as beautiful as possible
กฎที่ 8: พยายามทำให้ห้องหนึ่งในบ้านของคุณสวยที่สุดเท่าที่ทำได้

1 ในกฎของหนังสือเล่มที่แล้ว คือ ควรจะจัดระเบียบให้บ้านตัวเอง ก่อนที่จะไปต่อว่าคนอื่น
แต่ศาสตราจารย์ได้ขยายข้อนี้ ซึ่งก็คือกฎที่ 8 พยายามทำให้ห้องหนึ่งในบ้านของคุณสวยที่สุดเท่าที่ทำได้

การจะสร้างสิ่งสวยงามไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย แต่มันก็คุ้มค่า เพราะถ้าคุณเรียนรู้วิธีสร้างความงามในชีวิตไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม มันจะทำให้คุณมีความเชื่อมโยงกับความสวยงาม ซึ่งคุณสามารถขยายไปด้านอื่นของชีวิตและสังคม
คุณควรหางานศิลปะที่สื่อสารกับคุณได้ดี เพราะงานศิลปะที่ทรงพลังจะเป็นหน้าต่างสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ ซึ่งอาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้

ด้วยเหตุผลนี้ เราควรจะคำนึงถึงความสำคัญของศิลปะ เพราะมันไม่ใช่แค่เป็นสิ่งตกแต่ง แต่เป็นรากฐานของวัฒนธรรม ที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้
ศิลปะเป็นการค้นหา และคนที่มีความคิดสร้างสรรค์จะอยู่ที่ขอบเขตความไม่แน่นอนและความไม่เข้าใจของมนุษย์ พวกเขาเป็นคนแปรรูปสิ่งเหล่านี้ให้มาเป็นความรู้ ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นอย่างมาก
นอกเหนือจากนั้นแล้ว ศิลปะทำให้เรามีความพิศวงกับความศักดิ์สิทธิ์ของธรรมชาติ และจะผลักดันให้เรามีความซาบซึ้ง แทนที่เกิดความโกรธแค้นและทำลายล้าง


Rule IX: If old memories still upset you, write them down carefully and completely
กฎที่ 9: ถ้าความทรงจำเก่าๆ ยังทำให้เศร้าใจ ควรเขียนออกมาให้ละเอียดและครบถ้วน

ในอดีต คุณอาจจะเคยทำสิ่งที่ไม่ดีไม่ว่าจะเป็นการทำให้คนใกล้ชิดเสียใจ หรือหักหลังใครสักคน
หรือคุณอาจจะเป็นคนถูกกระทำเรื่องที่ไม่ดี
ในทั้งสองกรณี การนึกถึงเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้เกิดความรู้สึกกลัว ความรู้สึกผิดหรือละอายใจ และหลายคนไม่อยากจะกลับไปคิดเรื่องพวกนี้อีก
แต่เราควรจะเรียนรู้จากอดีต ถ้าไม่อย่างนั้น เราจะทำมันซ้ำ
ถ้าคุณต้องการดำเนินชีวิต คุณต้องรู้ว่าคุณมาถึงไหนแล้ว ซึ่งเป็นการรวบรวมประสบการณ์ที่ได้มาตั้งแต่อดีต เพราะถ้าไม่อย่างนั้น คุณจะไม่สามารถรู้ได้ว่าคุณจะไปที่ไหน

ถ้าประสบการณ์ในอดีตยังไม่ถูกจัดระเบียบ มันจะกระทบคุณอยู่เรื่อยๆ
ความทรงจำที่แย่ๆ ที่ถูกซ่อนไว้ จะทำให้แผนที่ที่คุณใช้ดำเนินชีวิตมันไม่สมบูรณ์
คุณจำเป็นจะต้องเข้าใจความทรงจำเหล่านี้เพื่อเดินหน้าต่อไป
คุณควรจะถามว่า ทำไมตอนนั้นคุณตกเป็นเหยื่อ? คุณทำอะไรหรือไม่ทำอะไรจึงทำให้มันเกิดขึ้นหรือเปล่า? คุณมีความศรัทธาที่จะก้าวข้ามสิ่งเหล่านี้และให้ตัวคุณในรูปแบบใหม่ปรากฏออกมาหรือไม่?
มันมีเหตุผลที่เราอยากหลีกเลี่ยงความจริงที่เจ็บช้ำ
ถ้าคุณกำลังทรมานกับเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีต มันเป็นไปได้ที่คุณจะค้นพบคำตอบ ถ้าคุณเขียนมันออกมาให้ละเอียดและชัดเจน


Rule X: Plan and work diligently to maintain the romance in your relationship
กฎที่ 10: วางแผนและประคับประคองความใกล้ชิดในความสัมพันธ์ของคุณให้มากที่สุด

ศาสตราจารย์แนะนำว่า คนที่มีความสัมพันธ์กันมานาน ควรจะฝึกฝนการออกเดทกันอีกรอบ
คุณควรฝึกฝนการเจรจา และควรทราบว่าตัวเองต้องการอะไร และสื่อสารให้อีกฝ่ายรับรู้
คุณควรยึดมั่นกับความซื่อสัตย์และความไว้ใจ
คุณไม่ควรคาดหวังว่าความรักอย่างเดียวจะประคับประคองความสัมพันธ์ได้ และคุณทั้งสองจะต้องใช้ความใส่ใจอย่างมากที่สุด
คุณควรแบ่งปันความรับผิดชอบภายในบ้าน ไม่ใช่ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะทำมากเกินไป
คุณควรพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ที่จะทำให้คุณทั้งสองมีความพอใจ
ถ้าคุณทำทั้งหมดนี้ได้ คุณอาจจะมีเพื่อนสนิทและคนไว้ใจในตัวคนที่คุณรัก และจะทำให้ชีวิตมีความน่าอยู่ขึ้น โดยเฉพาะในยามที่จะต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่


Rule XI: Do not allow yourself to become resentful, deceitful, or arrogant
กฎที่ 11: อย่าปล่อยให้ตัวคุณเป็นคนเคียดแค้น หลอกลวง หรือ หยิ่งผยอง

เราทุกคนสามารถจะเผชิญหน้ากับความเป็นไปได้ในอนาคต และเปลี่ยนให้มันเป็นความจริงได้
วิธีที่เราจะกำหนดว่าโลกจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเรา
ทุกวัน เรามีโอกาสที่จะทำสิ่งแย่ๆ แต่ก็ทำสิ่งที่ดีงามได้เช่นกัน
แต่จะทำอย่างนี้ได้ เราจะต้องมีความซื่อตรง ความรับผิดชอบ ความซาบซึ้ง และความถ่อมตน

ทัศนคติที่ถูกต้องในการดำรงชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน คือความศรัทธาในตัวเอง และในเพื่อนมนุษย์ ว่าจะฝ่าฟันอุปสรรคและเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีที่สุดได้
บางทีคุณอาจจะใช้ชีวิตในรูปแบบที่ให้ความหมายกับคุณอย่างเพียงพอ ที่คุณจะทนอยู่กับด้านลบของชีวิตได้ โดยที่ไม่มีความขมขื่นที่ทำให้คนรอบข้างมีความทุกข์
บ่อยครั้งทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นอุปสรรคกับตัวเรา
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนดีไม่ได้ และบางครั้งหลายอย่างก็เกิดขึ้นอย่างที่เราต้องการเช่นกัน
ถ้าเราทุกคนควบคุมตัวเอง ลดความเคียดแค้น และปรับปรุงสถาบันสังคมอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่แน่ว่าทุกอย่างจะดีขึ้นมากกว่าที่เราคิด และจะทำให้เราหยุดต่อต้านโลกใบนี้ของเรา


Rule XII: Be grateful in spite of your suffering
กฎที่ 12: มีความซาบซึ้ง ถึงแม้ว่ามีความทุกข์

โลกเรามีความทุกข์ยากลำบาก แต่มนุษย์เราก็มีความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านจิตวิทยาและด้านปฏิบัติ จนทำให้เราสามารถช่วยคนรอบข้างได้
ตัวอย่างที่ดีคือกลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับการประคับประคองและดูแลคนที่ประสบความยากลำบากและความทุกข์ทรมาน แต่พวกเขาก็ยังดำเนินหน้าต่อไปได้ ซึ่งทำให้เห็นว่าจริงๆแล้ว โลกเรามีความหวังมากกว่าที่คิด
ในความซาบซึ้งก็เช่นกัน คุณไม่สามารถซาบซึ้งกับสิ่งที่คุณมี จนกว่าคุณจะเข้าใจว่ามันเป็นไปได้ที่คุณอาจจะไม่มีสิ่งเหล่านี้ ซึ่งมันคือการมองไปในความไม่แน่นอนในรูปแบบหนึ่ง และถ้าคุณไม่เข้าใจความไม่แน่นอน คุณอาจจะตกเป็นเหยื่อมันได้
ฉะนั้น มันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากที่ต้องเผชิญหน้ากับความมืดมน เพื่อปกป้องตัวเอง และค้นพบแสงสว่าง

การมีความซาบซึ้งต่อครอบครัว คือการที่คุณปฏิบัติกับพวกเขาให้ดีที่สุด เรารักครอบครัวถึงแม้ว่าเขามีข้อบกพร่อง และเราก็รักครอบครัวเพราะเขามีข้อบกพร่องเช่นกัน ที่สำคัญคือคุณจะต้องเป็นคนที่แข็งแรงให้กับครอบครัวในเวลาที่เกิดการสูญเสีย
การมีความซาบซึ้งต่อเพื่อนฝูง คือการที่คุณปฏิบัติกับพวกเขาอย่างถูกต้อง เพราะคุณต้องคำนึงว่าโอกาสที่จะได้มาเป็นเพื่อนกันมันน้อยกว่าที่คิด
การมีความซาบซึ้งต่อสังคม คือการเตือนตัวเองว่าความสะดวกสบายที่มีอยู่ในปัจจุบัน มันได้มาจากการรวมพละกำลังและการเสียสละของคนในอดีตที่ทำให้มันเกิดขึ้นได้

มันมีความเป็นไปได้สูงที่เราจะมีความรู้สึกโกรธเคืองในตอนที่ประสบปัญหา
แต่ความรักที่คุณมีให้กับคนรอบข้าง จะช่วยให้คุณมีความกล้าหาญในการปฏิเสธหนทางนี้ และมันจะช่วยให้คุณเดินหน้า และทำให้สิ่งดีๆเกิดขึ้นต่อไป


ท้ายสุด

ในความคิดผมนะครับ เล่มนี้จริงจังมากกว่าเล่มที่แล้วมาก
อาจจะเป็นเพราะว่าศาสตราจารย์ได้ประสบปัญหาส่วนตัวอย่างที่บอกไปแล้วนะครับ

ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับประโยชน์จากบทความนี้นะครับ
ถ้ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยครับ

ถ้าท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมก็ comment กันได้ใต้คลิปเลยนะครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความและชมคลิปรีวิวหนังสือของผมนะครับ

Pop (ป๊อป) BooksDD

—-